Writerclub

ต่อต้านภาษาวิบัติและการลอก!!!
 
เธšเน‰เธฒเธ™เธšเน‰เธฒเธ™  writerclubwriterclub  CalendarCalendar  เธŠเนˆเธงเธขเน€เธซเธฅเธทเธญเธŠเนˆเธงเธขเน€เธซเธฅเธทเธญ  เธ„เน‰เธ™เธซเธฒเธ„เน‰เธ™เธซเธฒ  เธชเธกเธฑเธ„เธฃเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ(Register)เธชเธกเธฑเธ„เธฃเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ(Register)  เธฃเธฒเธขเธŠเธทเนˆเธญเธชเธกเธฒเธŠเธดเธเธฃเธฒเธขเธŠเธทเนˆเธญเธชเธกเธฒเธŠเธดเธ  เธเธฅเธธเนˆเธกเธœเธนเน‰เนƒเธŠเน‰เธเธฅเธธเนˆเธกเธœเธนเน‰เนƒเธŠเน‰  เน€เธ‚เน‰เธฒเธชเธนเนˆเธฃเธฐเธšเธš(Log in)เน€เธ‚เน‰เธฒเธชเธนเนˆเธฃเธฐเธšเธš(Log in)  

Share | 
 

 คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร

เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธเนˆเธญเธ™เธซเธ™เน‰เธฒ เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธ–เธฑเธ”เน„เธ› Go down 
เธœเธนเน‰เธ•เธฑเน‰เธ‡เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   26/4/2007, 2:59 pm

คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร


คำอธิบายเรื่อง

คารีเฟียร์ไม่ต้องการที่จะเป็นน้กฆ่า แต่เธอเกิดมาในตระกูลนักฆ่า เธอจึงไม่อาจหลีกหนีได้ จนวันที่เธอต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนมหาเวทการทดสอบก่อนเข้าเรียน กับความฝันที่เกิดขึ้น เป็นการบอกใบ้อะไรกับเธอ

ฝากนิยายเราด้วยนะ ::nerdy::

http://www.pc-bookclub.com/story_view.php?a_id=361&vw=1
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   9/5/2007, 5:24 pm

เอามาโพสให้จ้า เริ่มด้วย...
-----------------------------------------------------------------------
บทนำ


“ท่านพ่อ ข้าไม่เป็นนักฆ่าไม่ได้หรือ...”

“ไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องเป็นนักฆ่า...”

“แต่... ข้าไม่เข้าใจว่าทำไม”

“เพราะเจ้าเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลเฟอร์เทียร์ ตระกูลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตระกูลนักฆ่าอันดับหนึ่ง เจ้าต้องไม่ทำให้ข้าและนางผิดหวัง...”

“แต่...”

“ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น...”

เด็กสาวผมตรงยาวสีน้ำตาลเข้าทรงหน้ารูปไข่ ตากลมโตสีน้ำตาลอ่อน ผิวขาวอมชมพู คิ้วโก้ง ริมฝีปากได้รูปสีแดงกลีบกุหลาบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูแม้ว่าตอนนี้จะมีดวงตาบวมแดงกล่ำน้ำตาไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้างมองหน้าชายวัยกลางคนผมสีดำยุ่งเหยิง ตาสีน้ำตาลอ่อน ผิวสีแทน รูปร่างล่ำสันท่าทางน่าเกรงขาม



จนกระทั่งเวลาผ่านไปสิบปี จากเด็กสาวกลายเป็นสาวน้อยวัยแรกรุ่นอายุสิบห้าปี รูปร่างบางระหง หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูที่ชำนาญการต่อสู้ทุกรูปแบบ อีริคและคาทีน่ากำลังมองลูกสาวคนเดียวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของทั้งคู่ ภายในห้องถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ลวดลายโบราณ ผนังห้องทาด้วยสีฟ้าอ่อนแลดูสบายตา เพดานด้านบนเป็นรูปของเทพตัวน้อยในป่า ในมือถือคันธนูขนาดเล็กเหมาะกับตัว

“อีริคที่รัก ข้าคงคิดถึงลูก...” หญิงสาววัยกลางคนมองสบตาสามีผู้เป็นที่รัก

“มันถึงเวลาแล้วที่คารีเฟียร์ต้องเข้าเรียน...” ชายวัยกลางคนกุมมือภรรยาผู้เป็นที่รัก

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัสที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนเวทมนต์อันดับหนึ่งจริง ๆ หรือท่านพ่อ ท่านแม่” สาวน้อยมองหน้าพ่อแม่ด้วยดวงตาใสซื่อ จนทั้งสองรู้สึกรัก และเอ็นดูลูกสาวมากขึ้น

“ใช่ ตอนนี้ลูกต้องเตรียมตัวเดินทางได้แล้ว...”

“ค่ะ...” เด็กสาวตอบรับสั้น ๆ พร้อมทั้งเดินจากไปภายในใจคารีเฟียร์รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่เด็กสาวจะมีเพื่อน ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอถูกจับให้ถือดาบ ฝึกการต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่เธอก็รู้สึกเสียใจที่ต้องจากครอบครัวที่เธอรักไป ตลอดทางที่คารีเฟียร์เดินผ่านไปยังห้องนอนนั้น รูปภาพบรรพบุรุษในตระกูลของเธอราวกับมีชีวิต และเธอก็รู้สึกว่ารูปภาพเหล่านั้นกำลังมองตามเธอ ถ้าเป็นตอนเด็กเธอคงกลัว ซึ่งเธอไม่ต้องการให้ใครมาเห็น

แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องกระทบหยดน้ำค้างส่องแสงระยิบระยับ สัตว์น้อยใหญ่ต่างพากันออกจากรังเพื่อออกหากิน ในห้องนอนใหญ่ที่ตกแต่งอย่างสวยหรู ผนังห้องทาสีเขียวอ่อน ๆ ให้ความรู้สึกสบายตา เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ครบครัน บนเตียงใหญ่สาวน้อยหน้าตาน่ารักกำลังนอนหลับตาพริ้มท่าทางหลับลึก จนกระทั่ง

“ลูก... ตื่นได้แล้ว” ยังไม่มีเสียงตอบรับจากบุคคลที่ท่านเรียก

“ตื่น... คารีเฟียร์” คราวนี้น้ำเสียงของคนที่ทำหน้าที่นาฬิกาปลุกเริ่มดังขึ้น และเงาออร่าสีดำทะมึนเริ่มแผ่ออกมาจากร่างของหญิงสาววัยกลางคนผมตรงยาวเป็นลอนสีน้ำตาลพลิ้วไสวตามแรงลม ดวงตาสีเงิน รูปร่างสูงโปร่งบางระหง ผิวขาวเนียนอมชมพู คารีเฟียร์สะดุ้งตื่น พร้อมทั้งเรียกอาวุธคู่กายออกมา หมายจะสู้กับคนที่คิดจะลอบทำร้ายตน แต่เมื่อสายตาแลมาสบพบมารดาของตนที่กำลังยืนมองด้วยสายตาเหนื่อยใจ

“โธ่... ท่านแม่ไม่เห็นต้องแผ่ไอสังหารออกมาเลย ข้าตกใจหมด” สาวน้อยขี้เซายังทำท่าว่าจะนอนต่อ

“ลูก... ถ้าไม่รีบจะไปไม่ทันนะ แล้วอีกอย่างเป็นนักฆ่าที่ไหนตื่นสาย ยังไม่พอยังหลับลึกอีก อย่างนี้เจ้าจะโดนฆ่าตาย ก่อนเจ้าจะได้ฆ่าคนอื่นนะลูก”

คราวนี้ผู้เป็นแม่บ่นยาวเหยียดจนสาวน้อยต้องรีบไปอาบน้ำแต่ตัว และเธอต้องเตรียมเดินทางหลังจากที่รับประทานอาหารกับพ่อแม่เสร็จ การเดินทางในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เด็กสาวจะต้องออกเดินทางคนเดียว

“ถ้าลูกสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัสได้แล้ว แจ้งข่าวให้พ่อแม่รู้ด้วยนะ”



การส่งจดหมายบอกข่าวนั้นจะนิยมใช้เหยี่ยวในการส่งจดหมายตั้งแต่ในอดีต แต่ปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของชาวเมืองในขณะนี้คงหนีไม่พ้น การส่งอีเมล์ การเดินทางไปสมัครเรียนที่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัสนั้น คารีเฟียร์ต้องเดินทางอย่างรวดเร็ว เพราะต้องเดินทางข้ามภูเขาดาร์ดโกตส์น ภูเขาที่มีเรื่องเล่าขานกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษว่าตอนกลางคืนในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงจะมีวิญญาณออกมาไล่ล่าบุคคลผู้ล่วงล้ำเข้ามาในภูเขาดาร์ดโกตส์ และป่าดำไนท์ ออฟ ไลฟ์

“ชื่อป่านี่ก็น่ารักดีอยู่หรอก แต่ทุกอย่างในตอนกลางคืนนี่สิดันมีชีวิตขึ้นมา” คารีเฟียร์บ่นในใจ

ทั้งที่เดินทางตั้งแต่เช้าจนเวลานี้ก็ใกล้เวลาพบค่ำแล้ว เมื่อยก็เมื่อยแต่ยังหยุดไม่ได้ เราต้องเร่งเดินทางในพ้นจากเขตของภูเขาดาร์ดโกตส์ก่อน การเดินทางสิ้นสุดลงจนถึงเขตทางเข้าชายป่าดำไนท์ ออฟ ไลฟ์ คารีเฟียร์หยุดพักด้วยความเหนื่อยล้า กระบอกน้ำถูกดึงขึ้นเปิดฝา พร้อมทั้งของเหลวที่อยู่ข้างในไหลเข้าไปภายในปาก บนใบหน้าเกิดประกายหยดน้ำใสเล็ก ๆ ที่ผุดขึ้นตามไรผม และบนหน้าผากมน

“คืนนี้คงต้องเดินทางให้ออกจากป่าดำไนท์ ออฟ ไลฟ์ก่อน”

คารีเฟียร์รีบเก็บสัมภาระทั้งหลายให้เสร็จโดยเร็ว เพราะไม่คิดอยากจะพิสูจน์เรื่องเล่าใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าการเดินทางจะพ้นจากภูเขาดาร์ดโกสต์โดยไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น แต่การเดินทางในป่าดำนั้นมืดจนมองไม่เห็น เพราะต้นไม้ในป่าดำไนท์ ออฟ ไลฟ์นั้นขึ้นสูงจนบดบังแสงจันทร์ และแสงดาว

“ไลท์... ค่อยมองเห็นทางหน่อย” คารีเฟียร์เปล่งคาถาด้วยเสียงแผ่วเบา พร้อมทั้งแสงสว่างที่เกิดขึ้นจากหัวลูกแก้วที่คทา การเดินทางจึงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง

“กร็อบ...”

“นั่นใคร..” คารีเฟียร์ส่งเสียงถาม พร้อมทั้งเรียกอาวุธคู่กายออกมา

“ดาบสายลมสังหาร...” ดาบสีเงินเล่มเล็กเรียวบาง ใบดาบมีลมหมุนวนอยู่รอบๆใบดาบ น้ำหนักเบามือเหมาะกับเจ้าของใบดาบส่องแสงสีฟ้าอ่อน ๆ ลวดลายที่ด้านดาบแลดูเข้มแข็งปรากฏอยู่ในมือผู้เป็นเจ้าของ หลังจากนั้นความเงียบสงัดจึงเกิดขึ้น จน......

“ข้าถามว่านั่นใคร...”

คราวนี้คารีเฟียร์เห็นสิ่งผิดปกติเบื้องหน้า ซึ่งสิ่งที่เห็นทำให้เธอต้องรีบวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพราะสิ่งที่เธอเห็นนั้น คือบรรดาต้นไม้ในป่าต่างมีชีวิตขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“ไฟร์..”

ลูกไฟขนาดเล็กหลายลูกขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และพุ่งตรงใส่ต้นไม้รอบตัวเธอ พร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มแปลกหน้าทั้งสองคน ต้นไม้ที่ถูกลูกไฟโดนเผาไปเพียงบางส่วน ต่างพากันวิ่งไปที่แม่น้ำ เพื่อใช้น้ำในแม่น้ำดับไฟ ส่วนต้นไม้ที่ไม่โดนลูกไฟเผาต่างพากันวิ่งหนีไปอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง



คารีเฟียร์มองหน้าผู้แปลกหน้าทั้งสอง คนหนึ่งมีผมสีเงินยุ่งเหยิง ตาสีฟ้าสดใส ท่าทางสง่างาม รูปร่างสูงโปร่ง แต่ก็ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ส่วนอีกคนมีผมสีดำยาวถูกรวบไว้อย่างลวก ๆ ตาสีเขียวมรกตสดใส ท่าทางขี้เล่นซึ่งแฝงอยู่ในแววตา รูปร่างสูงโปร่งแต่ดูแล้วสูงน้อยกว่าเด็กหนุ่มผมสีเงินนิดหน่อย

“เอคัส ข้าว่าเราเจอเพื่อนร่วมเดินทางคนใหม่แล้วล่ะ...” เด็กหนุ่มผมสีดำ กล่าวกับเด็กหนุ่มผมสีเงินอีกคน

“คารอส ถ้าเจ้าอยากได้เพื่อนร่วมเดินทาง ก็แล้วแต่เจ้า ส่วนข้าไม่อยากเสียเวลากับคนแปลกหน้า...” เด็กหนุ่มผมสีเงินกล่าวกับเด็กหนุ่มที่ชื่อคารอส ซึ่งคำพูดของเด็กหนุ่มผมสีเงินทำให้คารีเฟียร์ต้องเลือดขึ้นหน้าด้วยความโกรธ

“ใครอยากร่วมเดินทางไปกับคนอย่างเจ้า ไอหัวเงิน ไอแก่...” คารีเฟียร์ไม่ว่าเปล่า พร้อมทั้งเดินไปหมายจะชกหน้าให้สะใจ คารอสเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเข้ามาห้ามพร้อมทั้งแนะนำตัว “เอ่อ... ข้าชื่อคารอส ราสเวียร์ ส่วนเจ้านี่ชื่อเอคัส เซราฟ”

“ข้าชื่อคารีเฟียร์ เฟอร์เทียร์ เรียกข้าว่าเฟียร์... ข้าจะไปสมัครเรียนที่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัส แล้วพวกเจ้าจะไปไหนกัน” คารีเฟียร์ถามพร้อมทั้งมองสบตาบุคคลทั้งสอง

“ข้าสองคนก็จะไปสมัครเรียนที่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัสเหมือนกัน แล้วเจ้าชื่ออะไรนะ... อ้อ! เฟียร์เจ้าจะเดินทางไปพร้อมกับพวกเราไหม” เฟียร์มองหน้าบุคคลทั้งสอง พร้อมทั้งคิดอย่างหนักว่าจะเดินทางไปกับคารอส และเอคัสหรือไม่

“ตกลง... ถ้าไอหัวเงินนั่นจะไม่แสดงท่าทางหยิ่ง เย็นชาใส่ข้า”

คารอสเห็นท่าว่าทั้งสองจะเริ่มต้นทะเลาะกันอีก จึงได้เร่งให้ออกจากป่าดำไนท์ ออฟ ไลฟ์ ซึ่งทั้งหมดก็ยอมทำตามแต่โดยดี จนกระทั่งพ้นชายป่าดำไนท์ ออฟ ไลฟ์ ในตอนใกล้รุ่ง ทั้ง ๆ ที่ พระอาทิตย์ยังไม่ส่องแสงจากขอบฟ้า ทั้งสามจึงพักผ่อนก่อนออกเดินทางในตอนสาย แต่การเดินทางของทั้งสามยังไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นอย่างไร รู้แต่ยังมีสิ่งที่ท้าทายอีกมากให้ค้นหา
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   9/5/2007, 5:46 pm

บทที่ 1 ด่านหฤโหด

ทั้งสามหยุดพักกันครู่หนึ่งก่อนเริ่มต้นเดินทางกันต่อ เมื่อทั้งสามเดินทางเข้าเมืองเกลเบี้ยนที่กำลังคึกคักอยู่ในขณะนี้ เพราะเป็นเทศกาลของการสมัครเข้าเรียนโรงเรียนมหาเวทวาเคซัสทั้งสามต่างตกตะลึงในความงดงามของตัวเมืองดั่งถูกเวทมนต์ตราตึงไว้ ทำให้ไม่สามารถละสายตาไปจากตัวเมืองได้ ต้นไม้ทุกต้นล้วนได้รับการดูแลเอาใจใส่จากชาวเมืองทุกคน ต้นหญ้าเขียวขจีถูกตัดสั้นดูเป็นระเบียบ ตึกรามบ้านช่องในยุคกรีกโบราณช่างเข้ากันดีกับตึกสมัยใหม่ที่ถูกตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับประจำเมือง ซึ่งเป็นดอกไม้ที่คารีเฟียร์ไม่เคยพบเห็นมาก่อนดอกไม้ทั้งกลีบมีสีขาวบริสุทธิ์ลากยาวไปจนถึงก้านใบตรงกลางเป็นสีม่วงอ่อน และมีกลิ่นหอมวนิลาอ่อน ๆ

“ป้าจ๋า... ดอกไม้นี่มีชื่อว่าอะไรหรือจ๊ะ” คารีเฟียร์ถาม พร้อมทั้งแสดงหน้าตาใสซื่อ จนป้านึกเอ็นดูในใจ

“ดอกเรสซี่จ๊ะ หนูกำลังจะไปสมัครเรียนหรือจ๊ะ”

“ค่ะ งั้นหนูกับเพื่อนขอตัวก่อนนะค่ะ”

เด็กสาวเดินจากไปพร้อมกับเอคัส และคารอสเพื่อเดินทางไปสมัครเรียน ซึ่งคารีเฟียร์พูดคุยกับคารอสมากกว่าเอคัส และเป็นที่แน่นอนว่าเด็กสาวนึกหมั่นไส้เอคัสในใจ ไอหัวเงินนี่มันจะไม่คิดแสดงสีหน้าอย่างอื่นเลยหรือ ทำแต่สีหน้าเย็นชาอย่างกับรูปปั้น

“ดู๊... ดูเอคัสเจ้าไม่คิดจะพูดกับข้าบ้างหรือไงห๊า...” เด็กสาวไม่ว่าเปล่าแต่ยังทำท่าทางเย็นชาในแบบของเอคัส ซึ่งนั่นก็ทำให้คารอสหัวเราะจนท้องแข็ง ส่วนเอคัสนั้นได้แต่ส่งสายตาเย็นชาเป็นทำนองว่าถ้ายังจะหัวเราะอีก จะสาปให้เป็นแมลงสาบ ทางด้านคารีเฟียร์ และคารอสได้เห็นสายตาของเอคัสที่ส่งมาให้จึงได้แต่กลั้นหัวเราะจนน้ำตาเล็ด



เมื่อเดินทางผ่านตลาดแม่ค้าพ่อค้าต่างพากันขายของอยู่ที่แพงอย่างคึกคัก เกวียนขนาดต่างๆ วิ่งกันจนเต็มถนน ปราสาทของโรงเรียนมหาเวทวาเคซัสจึงปรากฏแก่สายตาของทั้งสาม สถาปัตยกรรมของโรงเรียนมหาเวทวาเคซัสนั้นดูสวยงามกว่าตัวเมืองเกลเบี้ยนหลายเท่า ปราสาทนี้สร้างแบบสถาปัตยกรรมอังกฤษ ทำให้ดูลึกลับและเต็มไปด้วยเวทมนต์ ทั้งหมดรีบเดินไปเข้าแถวที่ต่อกันยาวเหยียดเพื่อสมัครเรียน

จนเวลาผ่านไปสักยี่สิบสองนาทีประตูของโรงเรียนก็เปิดขึ้น พร้อมทั้งการปรากฏตัวของชายวัยกลางคน อายุราวๆยี่สิบสามปี ผมหยิกดำเป็นมันถูกหวีจนเรียบติดหนังศีรษะ ดวงตาสีม่วงสดใส รูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดสูทสีครีม หน้าอกมีเป็นสัญลักษณ์รูปหัวคทาไขว้กับดาบ พื้นสีฟ้าอ่อน

“สวัสดี ทุกคน ข้าชื่อซามาน อินดิวา ขอให้ทุกคนเข้าแถวตอนเป็นแถวเดียว แล้วเดินตามข้ามา” ทุกคนเดินตามซามานไป

ตลอดทางเดินที่ทุกคนเดินผ่านเป็นทางเข้าของโรงเรียนมหาเวทวาเคซัส พื้นห้องปูด้วยพื้นหินอ่อนสีขาว มีรูปปั้นของเทพอนูบิส ซึ่งมีส่วนหัวเป็นหมาใน ตั้งแต่คอลงไปเป็นคนยืนถือหอกอยู่ ถัดมาเป็นรูปปั้นกากอลย์ มังกร พ่อมด แม่มด อัศวิน ทุกคนเดินตามซามานจนมาหยุดอยู่หน้าประตูบานหนึ่ง ประตูสูงจรดเพดานสลักลวดลายสวยงาม ไม่นานประตูก็เปิดออกทั้งหมดจึงเดินตามซามานเข้าไปในห้อง ซึ่งเป็นห้องใหญ่ที่สามารถจุคนได้ประมาณสองพันคนอย่างสบาย ๆ ห้องนี้คือห้องโถงพื้นหินอ่อน เพดานเป็นท้องทะเลจำลอง หากมองขึ้นไปแล้วจะเห็นปะการัง สาหร่ายและหมู่ปลานานาชนิดจำนวนมากมาย ว่ายวนไปวนมาในน้ำสีฟ้าใสไกลสุดลูกหูลูกตา

“นี่... เอคัส คารอส ดูเพดานสิสวยมากๆ เลย” เด็กสาวไม่ว่าเปล่าพร้อมทั้งทำท่าประกอบไปมาอย่างตื่นเต้น คารอสมองขึ้นไปบนเพดานตามทันที

“เฮ้ย! เอคัสนายดูเพดานนี่สิ สวยมากเลย” คารอสชี้ชวนให้เอคัสมองเพดานด้วยความตื่นเต้น

“พวกเจ้าไม่รู้เหรอ ว่าเพดานที่นี่เค้าใช้เวทมนต์โบราณทำให้เพดานกลายเป็นทะเลจำลอง”

“ทุกคนฟังทางนี้” เสียงของซามานดั่งขึ้นขัดจังหวะการคุยของคนหลายกลุ่ม

“ให้ออกมารับใบสมัครที่ตั้งอยู่บนโต๊ะไปกรอกข้อมูล และขอให้พวกเธออ่านรายละเอียดในใบสมัครให้ดี เพราะถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเธอทางโรงเรียนจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น แล้วอีกครึ่งชั่วโมงจะมีศาสตราจารย์เอมบิทมาบอกรายละเอียดให้พวกเธอฟัง” ศาสตราจารย์ซามานพูดเสร็จก็เดินจากไป



ทั้งหมดต่างเดินไปหยิบใบสมัครมากรอกข้อมูล พอคารีเฟียร์อ่านรายละเอียดก็ถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนคารอสเห็นท่าทางของหญิงสาวจึงอ่านดังๆ ให้พอได้ยินกันแค่สามคน



ข้อตกลงในการสมัครเข้าเรียนโรงเรียนมหาเวทวาเคซัส

เนื่องจากการทดสอบก่อนเข้าเรียนของโรงเรียนมหาเวทวาเคซัสนั้นอาจเกิดอันตรายได้ ขอให้ท่านลงชื่อในช่องว่างข้างล่าง เพราะทางโรงเรียนจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นต่อชีวิตของทุกท่าน



“แค่นี้เองคารีเฟียร์ เธอก็ทำเป็นตกใจไปได้” คารอสพูด พร้อมทั้งปลอบใจคารีเฟียร์

ทั้งคารีเฟียร์ เอคัส และคารอสต่างลงชื่อในช่องว่างข้างต้น หลังจากกรอกข้อมูลส่วนตัวเสร็จ คารอสได้หันไปมองข้อมูลของเพื่อนสาวคนเดียว

“คารีเฟียร์ เธอเป็นนักฆ่าเหรอ” เด็กสาวมองหน้าเพื่อนของตน

“แปลกเหรอ” คารีเฟียร์พูดพรางมองหน้าเพื่อนทั้งสองของตน

“ก็เธอเป็นนักฆ่าในตระกูลเฟอร์เทียร์นะ เป็นตระกูลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนักฆ่าอันดับหนึ่ง ที่อยู่ของตระกูลนี้ก็ไม่มีในแผนที่” คารอสพูดพร้อมทั้งทำท่าตื่นเต้น

“แล้วตอนอยู่ในป่าพวกนายไม่เห็นจะสงสัยกันเลย เอาไว้ปิดเทอมพวกนายไปเที่ยวบ้านของฉันก็ได้” คารีเฟียร์พูดกับเพื่อนทั้งสอง



ทั้งสองหยุดการสนทนากันไว้แค่นั้น เพราะมีหญิงชราผมสีแดงซึ่งในเวลานี้มีสีขาวแซมอยู่เต็มศีรษะ รูปร่างสูงโปร่ง บนใบหน้าและร่างกายมีร่องรอยของกาลเวลาปรากฏ ใส่ชุดสูทแขนยาวสีดำหน้าอกมีเป็นสัญลักษณ์รูปหัวคทาไขว้กับดาบ พื้นสีฟ้าอ่อน “ข้าชื่อเอมบิท โบเวสก้า เป็นรองศาสตราจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมหาเวทวาเคซัส ขอให้ทุกคนส่งใบสมัคร แล้วเดินตามข้ามา” ทั้งหมดส่งใบสมัครจนถึงคนสุดท้าย แล้วเอมบิทจึงเดินนำทุกคนเข้าไปในห้องอีกห้องหนึ่ง ในห้องนี้มีประตูทั้งหมดสามบาน

“พอข้าเรียกชื่อใครขอให้เดินออกมายืนอยู่ข้างหน้าก่อน พอครบสามคนจึงค่อยเดินเข้าไปในประตูทั้งสามบาน ให้พวกเจ้าเลือกบานใดบานหนึ่งเท่านั้น ข้างในประตูจะมีด่านทดสอบให้พวกเจ้า การทดสอบของที่โรงเรียนมหาเวทเวเคซัสนั้นไม่จำกัดจำนวนของนักเรียน แต่จะรับเข้าเป็นนักเรียนก็ต่อเมื่อผ่านด่านทดสอบของทางโรงเรียนได้” พอศาสตราจารย์เอมบิทพูดจบก็เกิดเสียงพูดคุยดังขึ้น



“เอคัส ฟามินโก้ เวล เซราฟ” เกิดเสียงซุบซิบขึ้น

“คารอส ซาฟิก้า ไฟร์ ราสเวียร์” เกิดเสียงดังมากขึ้น พร้อมกับเสียงที่ได้ยินฟังซัดว่า คราวนี้จะเป็นใครอีกล่ะ มีสองเจ้าชายแล้ว จะเป็นเจ้าหญิงหรือนักฆ่าอีกล่ะ แต่เอมบิทยังไม่สนใจ พร้อมทั้งประกาศชื่อต่อ

“คารีเฟียร์ เฟอร์เทียร์” คราวนี้เป็นเสียงที่เกิดขึ้นเพราะความตกใจที่หญิงสาวหน้าตาน่ารักคนที่กำลังเดินผ่านพวกเขาไปนั้นเป็นนักฆ่าของตระกูลเฟอร์เทียร์

ทั้งสามมองหน้ากันและเดินเข้าไปในประตูอย่างไม่สนใจเสียงซุบซิบของใคร เอคัสเลือกประตูบานที่สอง คารอสเรียกประตูบานที่หนึ่ง ส่วนคารีเฟียร์เลือกประตูบานที่สาม เวลาผ่านไปสิบนาที เอมบิทจึงเรียกชื่อคนต่อไป

“เนวิล ฟาเรคิน”

“คำสิงห์ เวลเดอกอน”

“เอลล่า ทิมพาเมล”

“เมอริก้า โกโดร่า”

“อลิซ คารานอลย์”

“กิบบ้อน บาโลด้า”

รายชื่อยังถูกเรียกต่อไปเรื่อย ๆ ทุกสิบนาที

ทางด้านคารอสที่เดินเข้าประตูบานที่หนึ่งมาก็ได้พบแต่ความมืดมิด

“ไฟร์ฟินิกส์” คทาประจำราชวงศ์ถูกเรียกมาปรากฏอยู่ในมือผู้เป็นเจ้าของ หัวลูกแก้วสีแดงเพลิง ด้ามจับเป็นไม้เนื้ออ่อนสีน้ำตาลไหม้ ลวดลายสวยงาม

“ไลท์” แสงสว่างสีขาวค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนหัวลูกแก้วสีแดงเพลิง คารอสมองไปรอบๆ สังเกตพบว่าเป็นถ้ำ แต่เดินไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ปรากฏเสียงคนเดินประมาณสองคนกำลังเดินมาทางตน คารอสหลบซ่อนตัวในความมืด และดับแสงบนหัวลูกแก้วทันที



เสียงเท้ายังคงดังมาเรื่อยๆ จนเห็นแสงสว่างบนหัวลูกแก้วบนคทาของคนทั้งสอง คทาอันหนึ่งหัวลูกแก้วเป็นสีขาวใส ที่มีลมหมุนอยู่ข้างใน ด้ามคทาเป็นไม้สีดำเงามีอักขระของพรายที่ด้ามจับ ส่วนคทาอีกอันหัวลูกแก้วสีฟ้าใส มีสายน้ำไหลวนอยู่ข้างใน ด้ามคทาเป็นไม้เนื้ออ่อนสีขาว ลวดลายสวยงาม ทำให้คารอสมองเห็นใบหน้าของแขกทั้งสอง

“เอคัส คารีเฟียร์ พวกเจ้ามาที่นี่ได้ยังไง” คารอสวิ่งออกจากที่ซ่อนเพื่อไปหาเพื่อนทั้งสอง

“หลังจากเดินเข้าประตูมา เดินตามทางมาเรื่อยๆ ก็เจอทางแยกสองทาง ฉันเลือกทางซ้ายเดินมาอีกหน่อยก็พบเอคัส” คารีเฟียร์ตอบ

“แล้วนายมาอยู่นี่ได้ไง” เอคัสถามคารอส

“ก็เดินตามทางมาเรื่อยๆ แล้วก็พบพวกนาย” คารอสตอบ

“งั้นแสดงว่าประตูทั้งสามบานมีทางเดินเชื่อมสู่กัน” เอคัสพูด พร้อมทั้งวิเคราะห์

“ข้าว่า พวกเรารีบไปต่อกันดีกว่า” คารอสพูดกับเพื่อนทั้งสอง พร้อมทั้งเปล่งเสียงท่องคาถาเบาๆ หัวลูกแก้วก็ปรากฏแสงสว่าง



ทั้งสามเดินตามทางเดินไปเรื่อยๆ จนก็ทั่งพบเรือลำหนึ่งจอดอยู่ ทั้งหมดมองหน้ากันไปมา อย่างตัดสินใจ จนเอคัสเดินลงเรือไปเป็นคนแรก ตามด้วยคารอส และคารีเฟียร์ ชายหนุ่มทั้งสองพายเรือไปเรื่อยๆ ปล่อยให้หญิงสาวนั่งมองทางไปเรื่อยๆ สาเหตุมาจากคารีเฟียร์พายเรือไม่เป็น แต่แล้วคารีเฟียร์ก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปรกติ ซึ่งตอนแรกเด็กสาวคิดว่าตาฝาดเพราะคงไม่มีโรงเรียนไหนทดสอบนักเรียนโดยให้พายเรือ ทั้งที่ในน้ำมีจระเข้ แต่แล้ว

“คารอส เอคัสในน้ำมีจระเข้...” สาวน้อยบอกกับเด็กหนุ่มทั้งสอง

“ข้างหน้ามีหกตัว” เอคัสพูดขึ้น แต่ยังรักษามาดเย็นชาไว้ได้

“ข้างหลังมีประมาณเกือบๆ ยี่สิบตัว” คารอสพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“ไฟร์วอล์” คารอสเปล่งคาถาแผ่วเบา ไฟพุ่งขึ้นมาทางด้านหน้าลำเรือ และวนจนล้อมรอบเรือไว้ ฝูงจระเข้ต่างว่ายวนไปวนมารอบๆ เรือ แต่เข้าใกล้ไม่ได้เพราะกำแพงไฟที่ล้อมรอบตัวเรือ

“จะทำไงต่อ เอคัส” คารอสพูด แต่ในใจกำลังรู้สึกสนุกเหมือนได้ของเล่นชิ้นใหม่ แต่แล้วก็มีจระเข้ตัวหนึ่งว่ายเข้ามาใต้ท้องเรือและใช้หางของมันกระแทกเรือจากใต้ท้องเรือ ทำให้ทั้งสามตกลงในน้ำ ฝูงจระเข้ต่างว่ายเข้ามาหาเหยื่อของมันด้วยความหิวโหย ซึ่งตัวหนึ่งว่ายเข้ามาอ้าปากอวดซี่ฟันสีเหลืองและกำลังจะกัดกระชากแขนของคารีเฟียร์ แต่....

“เวิร์ดพูล” เอคัสเปล่งคาถาเสียงดัง น้ำที่เคยนิ่งสงบเกิดกระแสน้ำวนขึ้นและขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จระเข้บางตัวถูกดูดเข้าไปในน้ำวน แต่ก็ยังทำอะไรจระเข้พวกนี้ไม่ได้ เพราะจระเข้เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

“สตร็อม” คารีเฟียร์เปล่งคาถาเสียงดัง เกิดลมพัดรอบตัวบุคคลทั้งสาม แต่เป็นสายลมที่อ่อนโยน และอบอุ่น

“เอคัส คารอสจับฉันไว้นะ” เด็กหนุ่มทั้งสองต่างพร้อมใจกันจับมือคารีเฟียร์ไว้แน่น พร้อมกับที่คารีเฟียร์พาทั้งสองไปจนถึงพื้นดิน

“คราวนี้เอาไงต่อ” เด็กสาวพูดพร้อมทั้งรอคำตอบ

“เราควรรีบออกไปให้เร็วที่สุด” คารอสพูดขึ้นอย่างเคร่งเครียด

“ดาบความกราดเกรี้ยวที่อ่อนโยนแห่งสายน้ำ” ดาบเล่มเล็กเรียวบางสีฟ้าใส ใบดาบเป็นระรอกคลื่นตามน้ำส่องแสงระยิบระยับตลอดเวลา ด้ามดาบเป็นเงินสลักลวดลายอ่อนโยน ปรากฏในมือของเอคัสพร้อมทั้งส่งสัญญาณให้ทั้งสองเรียกดาบของตนขึ้นมา และออกเดินทางกันต่อ

“ดาบวิญญาณแห่งเปลวเพลิง” ดาบคู่เล่มใหญ่ ใบมีดกว้างและหนา ใบดาบสีแดงเข้ม แต่ใบดาบนั้นใส และเปลวไฟที่ลุกอยู่ภายในใบดาบแลดูสวยงาม ด้ามดาบเป็นสีเงิน สลักลวดลายเข้มแข็ง ปรากฏอยู่ในมือของคารอส

“ดาบสายลมสังหาร...” ดาบสีเงินเล่มเล็กเรียวบาง ใบดาบมีลมหมุนวนอยู่รอบๆใบดาบ น้ำหนักเบามือเหมาะกับเจ้าของส่องแสงสีฟ้าอ่อน ๆ ลวดลายที่ด้านดาบแลดูเข้มแข็งปรากฏอยู่ในมือของคารีเฟียร์



ทั้งสามเดินไปตามทางเดินที่เคยแคบขนาดเดินได้คนเดียวแล้วค่อยๆ ขยายทางกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนขนาดสี่คนเดินได้สบายๆ ตามมาด้วยคบไฟที่เริ่มปรากฏให้เห็นจนพบประตูบานหนึ่ง เมื่อคารีเฟียร์เปิดประตูเข้าไปก็พบเข้ากับห้องว่างเปล่า ตรงกลางห้องมีแท่นสี่เหลี่ยมสลักลวดลายสวยงาม บนแท่นมีลูกแก้ววางอยู่ ทั้งหมดเดินไปดูและพบว่ามีประตูอีกบานหนึ่ง คารอสเดินไปเปิดประตูนั้นแต่ประตูล็อกจึงเดินมาบอกคารีเฟียร์ และเอคัส แค่เอคัสสังเกตุเห็นตรงกลางประตูมีรูตรงกลางขนาดน่าจะพอดีกับลูกแก้วบนแท่น จึงหยิบลูกแก้วไปวางตรงรูบนบานประตู สักครู่จึงมีเสียงสลักบานประตูที่กำลังคลายล็อกประตูจนประตูเปิดออก

ทั้งสามเดินเข้าไปและพบกับห้องๆ หนึ่ง ซึ่งมีคนใส่ชุดดำทั้งหมดสามคนยืนอยู่

“พวกเราจะผ่านห้องนี้ไปได้ยังไง” คารีเฟียร์ถามคนใส่ชุดดำ

“ไม่ยาก แค่สู้พวกเราให้ชนะก็พอ เป็นแบบการต่อสู่ตัวต่อตัว แค่คนเดียวเท่านั้นในกลุ่มของพวกเจ้าที่จะสู้” ชายคนหนึ่งที่ใส่ชุดดำในกลุ่มบอก

“งั้นข้าเอง เพราะข้าเป็นนักฆ่า” คารีเฟียร์บอกกับชายหนุ่มทั้งสอง พร้อมทั้งเดินออกไปกลางห้อง



คารีเฟียร์เดินออกไปอย่างมาดมั่นพร้อมทั้งจับอาวุธคู่กาย ชายชุดดำหนึ่งคนก้าวออกมากับอาวุธคู่กายเช่นกัน อาวุธของชายชุดดำเป็นดาบคู่ใบมีดเล็กเรียว ด้ามดาบเป็นเงินสลักอักขระของพราย ทั้งสองปะดาบกันเกิดเสียงดังก้องไปทั้งห้อง เอคัส และคารอสมองการต่อสู้ของทั้งสอง คารีเฟียร์ตวัดดาบครั้งเดียวก็เกิดสายลมเข้าฟันคู่ต่อสู้ ทั้งที่คมดาบยังไม่ถึงตัวชายชุดดำด้วยซ้ำ ชายชุดดำง้างดาบฟันเต็มแรงหมายจะให้โดนแขนของคารีเฟียร์ แต่หญิงสาวใช้มือจับดาบทั้งสองมือ และยกดาบขึ้นกันดาบของชายชุดดำได้ทัน ส่วนชายชุดดำตอนนี้มีบาดแผลทั่วตัวเป็นบาดแผลที่ไม่ลึก แต่ก็ทำให้พละกำลังอ่อนล้าไปได้เนื่องจากเสียเลือด ตอนนี้ชายชุดดำเริ่มร่ายเวทมนต์แล้ว ทำให้คารีเฟียร์ร่ายมนต์กางเขตอาคมทันที และไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นชายชุดดำก็ส่งเสียงร้องโหยหวนบิดตัวไปมา พร้อมทั้งส่งสัญญาณยอมแพ้ ทั้งสามจึงเดินผ่านห้องนี้ไป

“คารีเฟียร์ เธอนี่เก่งจังนะ” คารอสพูด พร้อมกับที่เอคัสพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“คารีเฟียร์ เธอกางเขตอาคมอะไรเหรอ” คารอสถามพร้อมทั้งมองหน้าคารีเฟียร์ และเอคัสก็หันมามองคารีเฟียร์เพื่อรอคำตอบเช่นกัน

“ก็แค่เงื่อนไขที่ว่าถ้าอยู่ในข่ายเวทย์จะรู้สึกเหมือนโดนเข็มเป็นพันๆเล่มทิ่มแทงร่างกายแค่นั้นเอง” เอคัส และคารอสมองหน้ากันอย่างสื่อความหมายตรงคำว่าแค่นี้เองของเพื่อนสาวของตน ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา และตั้งปณิธานว่าจะไม่ทำให้คารีเฟียร์โกรธอย่างแน่นอน

ทั้งสามเดินไปจนถึงบานประตู และเปิดประตูออกมาพบห้องประชุมที่มีคณาจารย์ยืนอยู่ ซึ่งมีกลุ่มคนที่เข้าร่วมการทดสอบเข้าสมัครเรียนนั่งอยู่บนโต๊ะบางส่วนแล้ว และกำลังนั่งคุยกันอยู่ ซึ่งทุกคนต่างมีสภาพสะบัดสะบอม และมอมแมมไปตามๆ กัน ทั้งสามจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ ไม่นานก็มีกลุ่มคนเดินมาสมทบอีก จนกระทั่งเมื่อศาสตราจารย์เอมบิทพูดขึ้นเสียงพูดคุยต่างๆ จึงหยุดลง

“ขอต้อนรับนักเรียนทุกคนเข้าสู่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัส ฉันมีชื่อว่าศาสตราจารย์เอมบิท โบเวสก้า รองศาสตราจารย์โรงเรียนมหาเวทวาเคซัส ตอนนี้พวกเธอทุกคนเป็นนักเรียนของโรงเรียนแล้ว และขอเชิญศาสตราจารย์โฮเรมเฮบ มุนตาเมล อาจารย์ใหญ่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัสให้โอวาสกับนักเรียนใหม่ทุกคน” ศาสตราจารย์เอมบิทเดินลงจากเวทีไป พร้อมกับที่ชายชราผมสีขาวทั้งศีรษะ ร่างสูงโปร่ง อยู่ในชุดสูธสีครีม ตรงหน้าอกมีสัญลักษณ์เป็นรูปหัวคทาไขว้กับดาบ พื้นสีฟ้าอ่อน



“ขอต้อนรับนักเรียนทุกคน วันนี้ทุกคนคงเหนื่อยกันน่าดูครูจะไม่รบกวนเวลาของพวกเธอมากนัก จะได้ให้เวลาพวกเธอได้พักผ่อนกันโดยเร็ว ซึ่งครูของบอกกฎของโรงเรียนก่อน

ข้อแรก นักเรียนสามารถท้าคนอื่นสู้ได้ แต่ห้ามนักเรียนสู้กันจนถึงแก่ชีวิต

ข้อสอง ห้ามนักเรียนเล่นการพนันในโรงเรียน

ข้อสาม นักเรียนสามารถออกมาเดินเล่นในตอนกลางคืนนอกหอพักได้

ต่อไปพวกเธอจะได้พบรุ่นพี่ของพวกเธอ และจัดให้อยู่ในหอพัก ซึ่งโรงเรียนของเรามีหอพักอยู่สามหอ ส่วนการจัดแบ่งหอของเรานั้นจะดูว่าพวกเธอใช้เวทมนต์ในลักษณะไหน โดยในการทดสอบเราได้ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดไว้แล้ว ดังนั้นเราจึงพิจารณาได้ไม่ว่าจะเป็นพวกมนต์ขาว มนต์ดำ และใช้ธรรมชาติรอบตัว หอพักแรกมีชื่อว่าหอคอยผู้พิทักษ์เป็นหอพักของผู้ใช้เวทที่ดึงพลังมาจากมนต์ขาว หอพักจะอยู่ทางซ้าย หอพักที่สองมีชื่อว่าวิหารเจ้าจันทราเป็นหอพักของผู้ใช้เวทที่ดึงพลังมาจากมนต์ดำ หอพักจะอยู่ทางขวา และหอพักที่สามมีชื่อว่าพีระมิดจัตุภาคเป็นหอพักของผู้ใช้เวทที่ดึงพลังเวทจากธาตุทั้งสี่มาใช้ คือดิน น้ำ ลม ไฟ หอพักจะอยู่ตรงกลาง แต่ก่อนอื่นขอให้พวกเธอเตรียมตัวให้พร้อมกับการแข่งขันกีฬาภายในของโรงเรียน ครูพูดมานานแล้ว ขอให้พวกเธอพบกับรุ่นพี่ของพวกเธอได้” ศาสตราจารย์โฮเรมเฮบเดินลงจากเวที
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   9/5/2007, 5:47 pm

ด่านหฤโหด (ต่อจ้า)

ชายหนุ่มสามคน และหญิงสาวสามคนเดินขึ้นมาจากเวที ซึ่งชายคนแรกใส่เครื่องแบบสีครีมสะอาดตา ผูกเนคไท มีตราสัญลักษณ์โรงเรียนอยู่ที่หน้าอกทางด้านซ้ายมือ แขนข้างขวามีผ้าสีฟ้าพันไว้ ส่วนหญิงสาวใส่ชุดสูธแขนยาวสีครีม กระโปรงสั้นสีดำลายสก็อต ส่วนชายอีกสองคนใส่เครื่องแบบลักษณะเดียว แต่เป็นสีดำ และสีเทา และหญิงสาวอีกสองคนใส่ชุดสีดำ และสีเทา กระโปรงสั้นสีดำลายสก็อต

“ถ้าข้าเรียกชื่อใคร ให้ออกมายืนเป็นแถวตามมุมห้อง โดยทางซ้ายจะเป็นหอหอคอยผู้พิทักษ์ถัดมาทางขวาเป็นหอวิหารเจ้าจันทราและพีระมิดจัตุภาคจะอยู่ตรงมุมประตู รุ่นพี่ประจำหอจะยื่นรอตรงจุดที่นัดไว้”

“เนวิล ฟาเรคิน วิหารเจ้าจันทรา” เด็กหนุ่มผมสีชาชี้ไม่เป็นทรง ตาสีม่วง รูปร่างท้วมเดินออกไปด้วยท่าทางตื่นเต้น

“เมอริก้า โกโดร่า หอหอคอยผู้พิทักษ์” เด็กสาวผมสีแดงหยักโศก ตาสีแดง รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูเดินออกไป

“คารีเฟียร์ เฟอร์เทียร์ พีระมิดจัตุภาค”

“เอลล่า ทิมพาเมล วิหารเจ้าจันทรา”

“คารอส ซาฟิก้า ไฟร์ ราชเวียร์ พีระมิดจัตุภาค”

“เอคัส ฟามินโก้ เวล เซราฟ พีระมิดจัตุภาค”

“คำสิงห์ เวลเดอกอน พีระมิดจัตุภาค”

“กิบบ้อน บาโลด้า หอหอคอยผู้พิทักษ์”

“อลิซ คารานอลย์ วิหารเจ้าจันทรา”

รายชื่อยังคงประกาศต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ้นสุดลง และทุกคนเดินไปรวมกลุ่มประจำหอพัก หอแต่ละหอมีนักเรียนในชั้นปีทั้งหมดเก้าคน รุ่นพี่เดินนำรุ่นน้องไปจนถึงหอพักของตัวเอง



ส่วนหอพักของพีระมิดจัตุภาคสวนด้านหน้าถูกตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับหลากชนิด ต้นหญ้าถูกตัดสั้น ทางเข้าหอพักมีรูปปั้นของพ่อมดยืนอยู่ในท่าทางสบายๆ ใบหน้ายิ้มแย้ม รุ่นพี่เดินนำรุ่นน้องไปตลอดทาง ในห้องเป็นพื้นหินอ่อน และมีรูปปั้นต่างๆ มากมาย

“ข้าชื่อเวลเมอรอน ราเทตโก้ เป็นหัวหน้าหอพีระมิดจัตุภาคทุกคนในหอพักของแต่ละปี จะมีหัวหน้าชั้นสี่คนแบ่งตามความสามารถตามการทดสอบ ซึ่งหัวหน้าชั้นปีจะอยู่ในห้องพักหัวหน้าชั้นปี กฎของที่นี่คือใครจะท้าใครประลองก็ได้ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ท้ารุ่นน้อง หรือรุ่นน้องท้ารุ่นพี่ ต่อไปฉันจะประกาศชื่อหัวหน้าหอ คือ เอคัส ฟามินโก้ เวล เซราฟ, คารอส ซาฟิก้า ไฟร์ ราสเวียร์, คารีเฟียร์ เฟอร์เทียร์ และคำสิงห์ เวลเดอกอน” เกิดเสียงซุบซิบดังขึ้น เนื่องจากหัวหน้าชั้นปีเป็นนักฆ่าสองคน และเจ้าชายสองคน ส่วนคนที่ชื่อคำสิงห์ เวลเดอกอน คารีเฟียร์สังเกตุว่าเป็นชาวเอเชีย ชายหนุ่มมีรูปร่างสูงโปร่ง ผมสีดำ ตาสีน้ำตาล ผิวสีแทนแบบคนเอเชีย



“และนี่คือเพื่อนร่วมชั้นของพวกเธออีกห้าคน”

“เจมิไน คานารอล”

“อาซีฟ ไฟร์เมอร์”

“กิลเดอรอน อิลลาฮัม”

“ยูเรียส เซซอสตริส”

“เฮอร์เดอก้า เทนโทเพต”

“ส่วนห้องพักของปีหนึ่งจะอยู่ชั้นสอง ห้องของผู้หญิงอยู่ทางซ้าย ผู้ชายอยู่ทางขวา ตอนนี้ให้พวกเธอแยกย้ายกันไปนอน แล้วพรุ่งนี้เจอกันตอนเช้าเวลาเจ็ดโมงเช้าที่ห้องอาหาร” พูดจบรุ่นพี่ก็เดินจากไป



เป็นที่แน่นอนว่ายังไม่มีใครที่ต้องการนอนพักผ่อนในตอนนี้ เพราะทุกคนต่างก็อยากจะทำความรู้จักกับเพื่อนร่วมหอเดียวกัน พร้อมทั้งเล่าเรื่องที่ตนผ่านด่านทดสอบอะไรมา ซึ่งทุกคนต่างผ่านด่านในการใช้พลังเวทในการเรียกสิ่งของ และการใช้เวทมนต์ในคาถาบทง่ายๆ กันมาทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้คารีเฟียร์รู้สึกไม่ยุติธรรมเอาซะเลย เพราะพวกเธอทั้งสามผ่านด่านที่ยากกว่ากันตั้งเยอะ ส่วนคำสิงห์นั้นผ่านเข้าไปในด่านที่เป็นห้องๆ หนึ่งดูแล้วธรรมดา แต่ดันมีเลเซอร์มาตั้งอยู่ในห้องนี่สิ ซึ่งคำสิงห์เล่าว่าถ้าตลอดระยะทางถ้าเผลอไปโดนเลเซอร์เข้าจะทำให้ขวานยักษ์บนเพดานทำงาน โดยการแกว่งไปแกว่งมาทั่วทั้งห้อง ซึ่งนั่นทำให้คารีเฟียร์ไม่ต้องคิดถึงชีวิตที่เหลืออยู่เลย ส่วนความง่ายของการทดสอบหลังจากที่ทุกคนฟังมา ก็พบเหมือกันคือทางแยกทั้งสามทาง คือทางซ้าย ตรงกลาง และทางขวา ซึ่งทุกคนต่างก็เลือกทางตรงกลางกันถึงได้เจอด่านง่าย ส่วนเธอกับชายหนุ่มทั้งสองก็เลือกทางซ้าย และคำสิงห์นั้นเลือกทางขวา และนั่นก็ทำให้คารีเฟียรอดคิดไม่ได้ว่าไหนใครๆ ก็บอกไว้ว่าขวาร้าย ซ้ายดี แต่นี่แล้วเลี้ยวซ้ายแล้วเจอกันท่าจะดี ทำไมมันถึงได้เจอด่านยากอีกเนี่ย



หลังจากที่ทำความรู้จักกันเสร็จทั้งหมดได้ลงความเห็นต้องกันว่าสมควรจะเข้านอนกันได้แล้ว ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปนอนที่ห้องพักของตนเอง ส่วนสัมภาระทั้งหลายนั้นได้วางอยู่ในห้องนอนของตัวเองแล้ว เหลือแค่จัดเก็บของให้เข้าที่เท่านั้น คารีเฟียร์ที่ยังไม่รู้สึกง่วงเพราะกำลังตื่นเต้นที่ได้เจอเพื่อนใหม่จำนวนมาก จึงยังนอนไม่หลับ ดังนั้นหญิงสาวจึงเก็บของให้เข้าที่เสร็จแล้วจึงล้มตัวนอนลง แต่พอนอนลงบนหมอน ความง่วงก็ถาถมเข้ามาทำให้เปลือกตาหนักอึ้ง จนหญิงสาวลืมตาไม่ขึ้นจึงปล่อยให้ห้วงนิทรานำพาไปอย่างไม่คิดจะขัดขืน



“โห้... สวยจัง” คารีเฟียร์มองไปยังทุ่งดอกไม้หลากสีสัน ธรรมชาติรอบกายก็เป็นใจสายลมอ่อนพัดมา ทำให้ต้นไม้น้อยใหญ่พลิ้วไหวตามแรงลม ถัดจากทุ่งดอกไม้ไปเป็นลำธารใส มองเห็นก้อนหินด้านล่าง หมู่ปลาพากันไหว้ไปมาดูแล้วเพลินตา เด็กสาวเดินต่อไปจนถึงอาคารหลังหนึ่งมีลักษณะเป็นทรงโดม ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนสีชมพูอ่อน ชั้นบนสุดของอาคารมีระเบียงตั้งอยู่ พร้อมด้วยสิ่งที่ทำให้คารีเฟียร์ตกใจ เพราะตรงระเบียงของอาคารมีคนรูปร่างหน้าตาเหมือนสัตว์อสูร ขนดกสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้ามีลักษณะเป็นหมาใน ช่วงไหล่ลงมาถึงเท้ามีรูปร่างเหมือนมนุษย์ มันส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง พร้อมกับนัยต์ตาสีแดงก่ำจ้องมองมาทางเจอ ในมือถือหนังสือเล่มหนึ่ง ความหนาประมาณเกือบ ๆ สองพันหน้า หนังสือในมือส่องแสงสีทองอ่อนแลดูสวยดี ที่หน้าปกมีอัญมณีสีเขียวมรกตส่องสว่างสุกใส พร้อมทั้งเสียงคำรามดังกึกก้องที่ครั้งนี้เสียงดังสนั่นกว่าเดิม



“อย่า... ” คารีเฟียร์สะดุ้งตื่นขึ้นมา พร้อมทั้งหยดน้ำใสเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า

“สงสัยจะฝันร้าย” เด็กสาวบ่นกับตัวเอง และล้มตัวนอนต่อ
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   9/5/2007, 5:51 pm

บทที่ 2 ทดสอบพลังเวท

แสงอาทิตย์แรกของวันปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าส่งผลให้ท้องฟ้าเป็นสีส้มเข้ม ดอกไม้ภายในโรงเรียนพากันแบ่งบานต้อนรับการเริ่มต้นภาคเรียนที่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัส บรรยากาศรอบตัวสดชื่นเย็นสบายชวนให้ใครบางคนในห้องไม่อยากลุกขึ้นจากที่นอน ชายหนุ่มผมสีดำยาวถูกรวบไว้ข้างหลังแบบลวกๆ กับดวงตาสีเขียวมรกตกำลังมองสาวน้อยบนเตียง ผมตรงยาวสีน้ำตาลเข้าทรงหน้ารูปไข่ ตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนถูกซ่อนไว้ใต้เปลือกตาที่กำลังปิดสนิท ผิวขาวอมชมพู คิ้วโก้ง ริมฝีปากได้รูปสีแดงกลีบกุหลาบ

“คารีเฟียร์ตื่น...” คารอสรู้สึกว่ามีแต่ความเงียบที่ตอบกลับมา แถมสาวน้อยตรงหน้ายังพลิกตัวหันหลังให้ แล้วหลับต่อ

“คารีเฟียร์ตื่น เดี๋ยวก็ไปสายหรอก รุ่นพี่นัดเราไว้นะ” หมายเลขนี้ถูกระงับการใช้งาน ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ ในขณะเดียวกันคารอสเริ่มรู้สึกหงุดหงิดว่าทำไมตัวเขาถึงต้องมาปลุกคารีเฟียร์ด้วย

“แมะ แมะ แมะ” ขนาดว่าค่อยๆ หยดน้ำลงตรงหน้าก็ยังไม่ตื่นอีก คารอสเริ่มมองเห็นทางสว่างเมื่อมองไปเห็นถังน้ำขนาดใหญ่ตรงหน้าประตูห้องน้ำ

“โครม... คารีเฟียร์โว้ย... ตื่นได้แล้ว” คราวนี้หญิงสาวสะดุ้งตื่นทันที พร้อมทั้งมองหาว่าใครที่เป็นคนทำให้เธอต้องเปียกทั้งตัวไปอย่างนี้ หลังจากสายตามองไปรอบห้องก็มาหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มข้างเตียงในมือกำลังถือถังน้ำใบใหญ่ที่หลักฐานยังอยู่ในมือ

“ทำไมนายไม่ปลุกฉันให้ดีกว่านี้หน่อย คารอส” คารอสเริ่มเห็นท่าไม่ดี เพราะสาวน้อยตรงหน้าเริ่มแผ่ไอสังหารออกมา ทำให้ต้องรีบบอกเหตุผลว่าวันนี้รุ่นพี่นัดเจอตอนเจ็ดโมงเช้าที่ห้องอาหาร ด้วยเหตุนี้ทำให้สาวน้อยตรงหน้ารีบวิ่งเข้าห้องน้ำทันที



หลังจากนั้นประมาณยี่สิบนาทีคารีเฟียร์ก็ออกมาพบเพื่อนทั้งสามของตนที่เป็นหัวหน้าชั้นปีเช่นเดียวกันกับเธอ พร้อมทั้งพูดว่า

“ขอโทษที่ทำให้ทุกคนรอนาน ฉันเอ่อ... นอนตื่นสายไปหน่อย ต้องขอบใจพวกนายที่รอฉัน” คารีเฟียร์พูดด้วยท่าทีที่ดูแล้วยังไงก็ขัดลูกตาอยู่ดี เพราะสาวน้อยคนนี้มีนิสัยเหมือนสาวๆ คนอื่นซะที่ไหนกันล่ะ

หลังจากพูดจบทั้งสี่จึงเดินไปคุยกันไปจนถึงโรงอาหารรวม ซึ่งโรงอาหารของโรงเรียนเป็นห้องอาหารรวม คนของหอพักแต่ละหอต่างใส่เครื่องแบบของโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อย ที่นั่งของหอคอยผู้พิทักษ์นั้นอยู่ทางซ้าย กินพื้นที่ในโรงอาหารจำนวนห้าแถว แต่ละแถวมีโต๊ะยาวนั่งได้ประมาณหกคนจำนวนหกตัว ส่วนหอพักของวิหารเจ้าจันทรานั้นนั่งโต๊ะถัดจากหอคอยผู้พิทักษ์ และกินพื้นที่ในโรงอาหารจำนวนที่เท่าเท่ากันกับหอคอยผู้พิทักษ์ และสุดท้ายหอพักของพีระมิดจัตุภาคนั้นอยู่ทางด้านขวาสุด ห้องอาหารของโรงเรียนมีขนาดใหญ่ ถูกตกแต่งด้วยบรรยากาศแบบสวนสไตล์อังกฤษ ทำให้ดูร่มรื่น เมื่อทั้งสี่มาถึงต่างก็ทักทายเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ และนั่งลงตรงที่ว่างที่เหลือ อาหารของที่นี่มีให้เลือกหลากหลายซึ่งทุกคนสามารถตักกินได้ตามสบาย ส่วนตอนนี้น่ะเหรอทุกคนในชั้นปีหนึ่งกำลังมองหน้าคารีเฟียร์สลับกับคารอสไปมา เพราะทั้งสองกำลังกินอาหารเช้าแต่ไม่ใช่ปริมาณการกินที่เหมือนคนอื่น เพราะตอนนี้ทั้งสองกินหมดไปแล้วสามจาน และกำลังกินจานที่สี่กันอยู่ ซึ่งสาวน้อยคารีเฟียร์ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าจะกินได้เยอะขนาดนี้ เพราะดูจากหุ่นของเธอแล้วน่าจะกินได้น้อยกว่าคนอื่นเป็นไหนๆ หลังจากดูทั้งสองกินข้าวนักเรียนชั้นปีหนึ่งของหอพักพีระมิดจัตุภาคก็อิ่มแทนทั้งสองไปเลย

“นี่พวกเธอไม่จุกกันบ้างเหรอ กินกันไปตั้งสี่จาน” คราวนี้เฮอร์เดอก้าพูดแทนเพื่อนๆ ทุกคนที่มองทั้งสองด้วยความทึ่ง

“ปกติตอนอยู่บ้านฉันก็กินประมาณนี้แหละ” คารีเฟียร์พูดเสร็จ ก็ดื่มน้ำองุ่นไปอีกหนึ่งแก้ว

“ตอนอยู่ในวังฉันกินเยอะกว่านี้อีก แต่เห็นพวกนายมองแล้วฉันก็ไม่กล้ากิน” คารอสตอบพร้อมทั้งดื่มน้ำทับทิมอีกหนึ่งแก้ว

“เห็นพวกนายมองฉันก็ไม่กล้ากินเหมือนกัน” คารีเฟียร์พูดอย่างเห็นด้วยกับคารอส

“นี่พวกนายไม่กล้ากินแล้วใช่มั้ย ขนาดไม่กล้ากินนะยังกินกันเข้าไปตั้งสี่จาน แถมกินเร็วกว่าพวกเราอีก” ยูเรียสพูดพร้อมทั้งส่ายหน้าน้อยๆ และคิดถึงอนาคตของราชวงศ์ซาฟิก้า ไฟร์ ราชเวียร์ รวมทั้งของตระกลูเฟอร์เทียร์ที่มีองค์ชายรัชทายาท และลูกสาวที่กินเก่งขนาดนี้แถมเป็นผู้หญิงด้วย แล้วนี่ใครจะกล้ามาขอคารีเฟียร์เนี่ย



ทั้งหมดหยุดพูดคุยกันเมื่อเห็นเวลเมอรอนเดินมา กับอ้อมแขนที่เต็มไปด้วยกระดาษหลายปึก เวลเมอรอนยื่นกระดาษปึกหนึ่งให้คารีเฟียร์ที่อยู่ใกล้สุดพร้อมทั้งบอกว่านี่เป็นตารางสอนของพวกเธอ หลังจากนั้นจึงเดินไปแจกประดาษอีกปึกให้นักเรียนในหอพักชั้นปีอื่น หลังจากแจกกระดาษให้ชั้นปีอื่นๆ เสร็จ จึงเดินมาพูดคุยกับน้องใหม่ชั้นปีหนึ่ง ซึ่งเวลเมอรอนแนะนำรุ่นพี่ชั้นปีต่างๆ ให้รุ่นน้องรู้จักพร้อมทั้งให้ชั้นปีหนึ่งแนะนำตัวเอง หัวหน้าชั้นปีหนึ่งก็ได้รับความสนใจมากที่สุดเนื่องจากเป็นองค์ชายรัชทายาทอันดับหนึ่งสองคน และนักฆ่าสองคน หลังจากแนะนำตัวเสร็จเวลเมอรอนก็มีท่าทางเคร่งเครียดขึ้นมาทันที พร้อมทั้งกล่าวว่า

“ทางโรงเรียนมหาเวทวาเคซัสได้จัดให้มีการแข่งขันกีฬาการประลองเวทเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างหอพักทั้งสาม ซึ่งการประลองนี้จะจัดขึ้นทุกปีหลังเปิดภาคเรียนได้หนึ่งเดือน เป็นการแข่งขันกีฬาของนักเรียนชั้นปีหนึ่ง หอพักของเราได้ที่หนึ่งมาแล้วสามปีติดต่อกันซึ่งนี่ถือเป็นเกียรติยศของหอเรา และในปีนี้หอพักของเราก็ต้องได้ชัยชนะมาเหมือนกัน ส่วนการแข่งขันจะแบ่งเป็นกลุ่มแล้วแต่กติกาจะระบุ รายละเอียดการแข่งขันต่างๆ อยู่ในกระดาษแผ่นนี้ ขอให้ทุกคนพิจารณาตามสามารถความเหมาะสมว่าตนควรเข้าแข่งกีฬาประเภทอะไร และให้ทุกคนลงชื่อในใบสมัครนี้แล้วส่งให้ฉันในวันศุกร์นี้ มีใครสงสัยเรื่องอะไรถามได้เลย” เวลเมอรอนมองหน้าทุกคนเป็นเชิงรอคำถาม

“ต้องเข้าแข่งทุกคนเลยเหรอค่ะ” คารีเฟียร์ถามเวลเมอรอน เนื่องจากตนไม่ต้องการเข้าแข่งขันกีฬาใดๆ ทั้งสิ้น

“ต้องลงแข่งทุกคน เพราะนี่เป็นกีฬาของปีหนึ่ง และขอให้พวกเธอฝึกซ้อมกันให้ดี เอาล่ะนี่ก็น่าจะได้เวลาเข้าเรียนของพวกเธอแล้ว อย่าลืมส่งใบสมัครภายในวันศุกร์นี้ด้วย” เวลเมอรอนพูดจบจึงไล่รุ่นน้องปีหนึ่งไปเรียนตามตารางสอน



หลังจากเดินมาตามทางที่เวลเมอรอนประธานหอพักของพีระมิดจัตุภาคบอก ซึ่งระหว่างทางนั้นทั้งแปดต่างพูดคุยปรึกษากันเกี่ยวกับกีฬาของพวกตน ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งคนคือคำสิงห์กำลังปลงตกกับวิชาที่ต้องเข้าเรียนในช่วงเช้า ก็จะไม่ให้ปลงตกกับวิชาแรกได้ยังไงในเมื่อช่วงเช้าสามชั่วโมงแรกคือวิชาประวัติศาสตร์อียิปต์ ส่วนคารีเฟียร์นั้นเห็นคำสิงห์เดินปลงตกกับชีวิตจึงเดินเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วงว่า

“คำสิงห์นายเป็นอะไรไป หรือว่านายกำลังป่วยอยู่” คารีเฟียร์ไม่ว่าเปล่าแต่เอามือมาวางทาบวัดอุณหภูมิที่หน้าผาก ซึ่งนั่นทำให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มเย็นขึ้นจนทุกคนรู้สึกหนาวไปตามๆ กัน ส่วนสาเหตุมาจากใครนั้นเหรอ คือชายหนุ่มผมสีเงินที่ยืนมองคารีเฟียร์อยู่ตลอดเวลา ส่วนคำสิงห์ที่เริ่มรู้สึกตัวว่ามีคนกำลังมองจ้องตนอยู่จึงพูดว่า

“ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรหรอก เพียงแต่ว่าข้าไม่ค่อยอยากเรียนวิชาประวัติศาสตร์อียิปต์วิทยาสักเท่าไหร่” คำสิงห์พูดพร้อมทั้งถอนหายใจ ส่วนคารอสและเอคัสเดินมาจนถึงคนทั้งสอง

“ข้าก็ไม่อยากเรียนวิชานี้เหมือนกัน มันต้องน่าเบื่อมากแน่ๆ เลย” คารอสออกความเห็นอย่างเห็นด้วยที่สุด

“ถ้าไม่รีบ พวกเราจะไปสายแน่” ประโยคแรกของวันมาจากเจ้าของผมสีเงินนามว่าเอคัสซึ่งเดินนำหน้าเพื่อนๆ ไปก่อน



เมื่อทั้งเก้าคนเดินไปถึงห้องที่ต้องใช้เรียนวิชาประวัติศาสตร์อียิปต์ก็พบว่าไม่มีส่วนไหนของห้องที่เหมือนห้องเรียนแบบทั่วไป บรรยากาศช่างจำลองจนเหมือนมหานครธีปส์ พระราชวังที่กว้างใหญ่ไพรศาล ต้นไม้และดอกไม้ต่างแข่งกันบานต้อนรับแสงอาทิตย์ยามเช้า พีระมิดใหญ่โตจนน่าทึ่ง ทั้งหมดได้แต่ยืนมองชมความงามรอบตัว จนกระทั่งมีหญิงวัยกลางคนผมสีเงินตรงยาวถึงกลางหลัง ดวงตากลมโตสีเทา รูปร่างท้วมแต่งกายในชุดของชาวอียิปต์โบราณ

“ข้าชื่อศาสตราจารย์อาพริส เซนทาน่า เป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์อียิปต์ ตอนนี้เชิญพวกเธอเลือกที่นั่งเรียนกันตามสบาย” ศาสตราจารย์อาพริสพูดพร้อมทั้งชี้ตำแหน่งที่จะใช้นั่งเรียนกัน

คารีเฟียร์ เอคัส คารอส และคำสิงห์เลือกที่นั่งตรงที่มีก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ส่วนที่เหลือทั้งห้าคนก็เลือกที่นั่งตรงก้อนหินติดกันกับทั้งสี่คน หลังจากนั้นศาสตราจารย์อาพริสจึงเริ่มทำการสอนซึ่งการสอนของศาสตราจารย์อาพริสนั้นเป็นการสอนโดยยกตัวอย่างของสิ่งก่อสร้างให้เห็น และให้นักเรียนทุกคนเดินตามศาสตราจารย์มาทำให้เหมือนกับการที่ทุกคนได้ไปพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ การสอนแบบนี้ทำให้ทุกคนไม่รู้สึกง่วงเหมือนวิชาประวัติศาสตร์อื่นที่สอนกันมา หลังจากเวลาเรียนในช่วงเช้าผ่านไป ทั้งเก้าคนจึงเดินไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เจมิไนนั้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อียิปต์เกี่ยวกับฟาโรห์แต่ละพระองค์ที่ได้เรียนมาในช่วงเช้ากับอาซีฟ และกิลเดอรอน ระหว่างทานอาหารทุกคนต่างก็จ้องมองคารอส และคารีเฟียร์ที่ต่างก็กินข้าวกันคนละสี่จานโดยไม่แคร์สายตาของเพื่อนทั้งเจ็ดคน แต่ที่ตะลึงกันยิ่งกว่าทุกคนในกลุ่มคือเมอริก้า โกโดร่าเด็กสาวจากหอคอยผู้พิทักษ์ เด็กสาวผมสีแดงหยักโศก ตาสีแดง รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพู ก่อนกล่าวทักทายคารีเฟียร์

“คารีเฟียร์นี่เธอยังกินเหมือนเดิมอีกเหรอเนี่ย” เมอริก้าพูดด้วยความทึ่งในตัวของเพื่อนสาว

“โธ่! เมอริก้าก็คนมันหิว จะไม่ให้กินข้าวได้ยังไงเนี่ย” คารีเฟียร์หยุดการกินแล้วหันมามองเพื่อนสาวของตน

“แต่ไม่มีผู้หญิงคนไหนกินข้าวเยอะขนาดนี้นะ ดูสิมีแต่คนมองเธอด้วยความตกใจไปกันหมดแล้ว อย่างน้อยก็เพื่อหน้าตาตระกูลของเธอนะ” เมอริก้าพูดทั้งที่รู้ว่าพูดไปเพื่อนสาวคนนี้ของเธอก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงการกินได้อย่างเด็ดขาด ส่วนคารอสพอหันมาเห็นเด็กสาวที่กำลังพูดบ่นเพื่อนของตนอยู่จึงหยุดการกิน แล้วหันมามองเมอริก้าจนตาค้าง

“คุณเป็นเพื่อนของคารีเฟียร์ งั้นคุณนั่งทานข้าวโต๊ะเดียวกับพวกเรามั้ยครับ” ท่าทางที่สุภาพสุดๆ ของคารอสทำให้เพื่อนหลายคนสงสัย แต่นั้นไม่ใช่คารีเฟียร์

“นี่ทุกคน เมอริก้า โกโดร่าเพื่อนของฉัน ส่วนนายคารอสนายชอบเมอริก้าเหรอ อยู่ๆ ถึงได้แสดงท่าทางสุภาพซะขนาดนี้” เด็กสาวไม่พูดเปล่ายังหันไปจ้องจับผิดคารอส ส่วนคารอสน่ะเหรอก็ได้แต่เรียกเลือดขึ้นมาสูบฉีดบนใบหน้าแทนตำแหน่งสูบฉีดเลือดของหัวใจไปแล้ว ใบหน้าที่ตอนนี้กลายเป็นมะเขือเทศก็ไม่ปาน พร้อมทั้งพูดปฏิเสธชนิดที่ใครๆ ก็เถียงไม่ทัน ส่วนเมอริก้าจากหน้าขาวๆ ตอนนี้เลยกลายเป็นสีแดงแข่งกับคารอสไปแล้ว จนไม่รู้ว่าใครจะแดงกว่ากัน

“ช่วงบ่ายพวกเธอมีเรียนวิชาอะไรเหรอ ของฉันเป็นวิชาการใช้เวทขั้นต้น” เมอริก้าพูดพร้อมทั้งตักอาหารเข้าปากด้วยเช่นกัน

“ช่วงบ่ายพวกเราเรียนวิชาการใช้เวทขั้นต้นเช่นกันครับ งั้นแปลว่าพวกเราก็ต้องเรียนด้วยกันสินะ” คำตอบที่สุภาพแบบนี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นคารอส ที่ยังไงก็ดูสุภาพเกินเหตุอยู่ดี เป็นสิ่งที่ทุกคนในชั้นปีหนึ่งของหอพักพีระมิดจัตุภาคคิดกัน



หลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารกลางวันกันเสร็จยังมีเวลาเหลืออีกหนึ่งชั่วโมงให้ทุกคนได้พักผ่อน เมอริก้าจึงขอตัวกลับหอพักของตน ส่วนทั้งเก้าคนก็พากันไปนั่งเล่นที่หอพักของตนเช่นกัน รวมทั้งปรึกษากันว่าใครควรจะลงแข่งกีฬาประเภทไหนกัน ซึ่งกีฬามีทั้งหมดสามประเภท อย่างแรกคือวิ่งวิบากเก็บขุมทรัพย์สามัคคี แบ่งเป็นกลุ่มละสามคน ส่วนอย่างที่สองคือผจญภัยหาขุมทรัพย์ในแม่น้ำ แบ่งเป็นกลุ่มละสองคน และกีฬาอย่างสุดท้ายคือห้องผจญภัยเก็บขุมทรัพย์มรณะ แบ่งเป็นกลุ่มละสี่คน ซึ่งทุกคนต่างถามถึงความถนัดในการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้วยมือเปล่า หรือการสู้โดยใช้อาวุธ รวมถึงพลังเวทของธาตุที่ทุกคนใช้ด้วย ทำให้ผลสรุปออกมาเป็นดังนี้

วิ่งวิบากเก็บขุมทรัพย์สามัคคี

1. เจมิไน คานารอล ถนัดการต่อสู้แบบประชิดตัว พลังเวทธาตุน้ำ

2. เฮอร์เดอก้า เทนโทเพต ถนัดการต่อสู้ด้วยพลังเวท พลังเวทธาตุไฟ

3. ยูเรียส เซซอสตริส ถนัดการต่อสู้ด้วยอาวุธ พลังเวทธาตุดิน



ผจญภัยหาขุมทรัพย์ในแม่น้ำ

1. อาซีฟ ไฟร์เมอร์ ถนัดการต่อสู้ด้วยอาวุธ พลังเวทธาตุน้ำ

2. กิลเดอรอน อิลลาฮัม ถนัดการต่อสู้ด้วยพลังเวท พลังเวทธาตุน้ำ



ห้องผจญภัยเก็บขุมทรัพย์มรณะ

1. เอคัส ฟามินโก้ เวล เซราฟ ถนัดการต่อสู้ด้วยพลังเวท พลังเวทธาตุน้ำ

2. คารอส ซาฟิก้า ไฟร์ ราชเวียร์ ถนัดการต่อสู้แบบประชิดตัว พลังเวทธาตุไฟ

3. คารีเฟียร์ เฟอร์เทียร์ ถนัดการต่อสู้แบบประผสมระหว่างพลังเวท และการต่อสู้แบบประชิดตัวด้วยอาวุธ พลังเวทธาตุลม

4. คำสิงห์ เวลเดอกอน ถนัดการต่อสู้ด้วยอาวุธทุกรูปแบบ พลังเวทธาตุดิน



หลังจากที่ทั้งเก้าคนประชุมเสร็จทุกคนจึงตรงไปเรียนวิชาการใช้เวทขั้นต้น ซึ่งต้องเรียนที่ลานสนามหน้าโรงเรียนและเป็นวิชาที่ทุกหอพักของชั้นปีต้องเรียนร่วมกัน ส่วนศาสตราจารย์ผู้สอนนั้นยืนรอนักเรียนอยู่ก่อนแล้ว ศาสตราจารย์ซามาน อินดิวารับหน้าที่สอนวิชาการใช้เวทขั้นต้นของนักเรียนชั้นปีหนึ่ง ส่วนคารีเฟียร์และเพื่อนที่เหลืออีกแปดคนต่างตรงไปทักทายเมอริก้า หลังจากรอนักเรียนอีกประมาณสิบห้านาทีศาสตราจารย์ซามานจึงแนะนำตัวเองอีกครั้ง และให้นักเรียนของแต่ละหอพักยืนรวมกันเป็นแถวหน้ากระดาน หลังจากนั้นศาสตราจารย์ซามานจึงเรียกนักเรียนคนแรกออกมา

“พอข้าเรียกใครให้ออกมายืนกลางลานประลอง แล้วให้สู้กัน ข้าจะดูพื้นฐานของทุกคน” ศาสตราจารย์ซามานพูดพร้อมทั้งชี้ตำแหน่งที่นักเรียนทุกคนต้องออกมายืนเพื่อสู้กัน

“วิหารเจ้าจันทรา เนวิล ฟาเรคิน กับ พีระมิดจัตุภาค คำสิงห์ เวลเดอกอน” ศาสตราจารย์ซามานให้สัญญาณทั้งคู่จึงเริ่มสู้กัน



เนวิลเริ่มร่ายคาถาทันทีพลันท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมืดมนด้วยฤทธิ์ของเวทสายดำ ส่วนคำสิงห์นั้นยกมือขึ้นพร้อมกับที่พื้นดินตรงที่เนวิลยืนอยู่เป็นรอยแยกออกจากกัน และปรากฏเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ พร้อมกับที่เนวิลร่ายเวทเสร็จพอดี จึงทำให้พื้นดินบริเวณที่เนวิลยืนอยู่ปรากฏเป็นมังกรสีดำขนาดไม่ใหญ่มากนัก เกล็ดสีดำสนิทเป็นมันวาว ตาสีแดงเพลิง เพราะพลังเวทยังไม่สูงพอจึงทำให้เรียกมังกรเวทมาได้ไม่เต็มที่ แต่ก็สามารถหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ได้ คำสิงห์จึงเปลี่ยนไปใช้การต่อสู้ที่ตัวเองถนัด แค่ตวัดมือปืน m1911a1 ก็มาอยู่ในมือของคำสิงห์ เป็นอาวุธประจำมือ ระบบกึ่งอัตโนมัติทำงานด้วยการสะท้อนถอยหลัง ป้อนกระสุนเข้าสู่ลังเพลิง ด้วยการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของเลื่อนปืน เมื่อยิงหมดแล้วปืนจะเลื่อนมาอยู่ข้างหลัง ความยาว 8.6 นิ้ว น้ำหนัก 3 ปอนด์ ระยะยิงไกลสุด 500 เมตร ระยะยิงหวังผล 50 เมตร ก็เตรียมพร้อมเข้าทำงาน ซึ่งคำสิงห์ยิงปืนออกไปสองนัดเป็นการหยั่งเชิงคู่ต่อสู้ รวมทั้งร่ายเวทเพิ่มพลังการทำลายใส่ลูกกระสุนด้วย จึงทำให้มังกรเวทได้รับบาดแผล แล้วตามด้วยลูกกระสุนอีก 10 นัดติดกัน และร่ายข่ายเวทกางเขตอาคมทันที หลังจากที่เนวิลหลบลูกกระสุนไปได้ 8 นัด อีก 2 นัดก็พุ่งเข้าที่ต้นแขนซ้ายและขวาอย่างละนัดทันที ทำให้หยุดการเคลื่อนไหวของเนวิลทันที พอดีกับที่คำสิงห์ร่ายเวทกางเขตอาคมเสร็จ และทำให้เนวิลตกอยู่ในเขตอาคมของคำสิงห์ทันที

“ศาสตราจารย์ซามานให้สัญญาณว่าคำสิงห์ เวลเดอกอน จากพีระมิดจัตุภาคชนะ” เกิดเสียงปรบมือดังขึ้น คำสิงห์จึงปล่อยเนวิลออกจากเขตอาคม และเก็บอาวุธของตนทันที

“ต่อไป พีระมิดจัตุภาค คารีเฟียร์ เฟอร์เทียร์ กับ หอคอยผู้พิทักษ์ กิบบ้อน บาโลด้า”



หลังจากที่ศาสตราจารย์ซามานให้สัญญาณกิบบ้อนจึงเรียกดาบของตนออกมาเป็นใบดาบหนากว้าง คารีเฟียร์จึงเรียกดาบสายลมสังหารออกมาบ้าง
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   9/5/2007, 5:53 pm

ทดสอบพลังเวท (ต่อจ้า)


“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก...” กิบบ้อนวิ่งเข้าหาคารีเฟียร์พร้อมทั้งตะโกนสุดเสียง คารีเฟียร์ยกดาบขึ้นกันดาบของกิบบ้อนไว้ แล้วสะบัดข้อมือซ้ายนิดหน่อยสายลมคมกริบก็พุ่งเข้าใส่กิบบ้อนทันที กิบบ้อนสะดุ้งสุดตัวจากแผลที่เกิดขึ้น จึงกระโดดถอยห่างออกมาแล้วสำรวจดูบาดแผลบนร่างกาย แล้ววิ่งเข้ายกดาบฟันคารีเฟียร์เต็มแรงด้วยความโกรธ สาวน้อยใช้มือทั้งสองข้างจับด้ามดาบแล้วยกขึ้นรับแรงปะทะของดาบกันไว้ได้ทันเวลาพอดี คารีเฟียร์จึงใช้ฝ่าเท้าน้อยๆ ของเธอถีบตรงท้องของกิบบ้อนออกไป กิบบ้อนซึ่งโดนถีบไปเต็มแรงเซถลาไปตามแรงถีบของฝ่าเท้าน้อยๆ ทำให้คารีเฟียร์วิ่งเข้าฟันกิบบ้อนเต็มกำลัง คารีเฟียร์ยกดาบขึ้นฟันแนวสี่สิบห้าองศาหวังให้โดนต้นแขน แต่กิบบ้อนยกดาบกันไว้ทัน

“เคร้ง เคร้ง เคร้ง ฉึก” กิบบ้อนรับดาบของคารีเฟียร์ไปหลายกระบวนท่า ในตอนนี้ตามตัวของกิบบ้อนมีแต่รอยบาดแผล ส่วนคารีเฟียร์ยังไม่มีบาดแผลเลย ทำให้กิบบ้อนที่เริ่มเห็นท่าไม่ดีจึงร่ายเวทใส่คารีเฟียร์ทันที พลันท้องฟ้าที่สงบเกิดการแปรปรวนจากสีขาวกลายเป็นเมฆมืดครึ้มทันที แล้วกลายเป็นสีขาวปรากฏเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ยักษ์ขึ้นพันรอบตัวคารีเฟียร์ทันที กิบบ้อนไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป รีบร่ายเวทเรียกสายฟ้าทันทีท้องฟ้าสดใสกลายเป็นมืดครื้มแล้วตรงตำแหน่งที่คารีเฟียร์ถูกต้นไม้พันธนาการอยู่ก็ถูกสายฟ้าผ่าใส่เต็มๆ คารีเฟียร์รู้สึกตัวชาไปทั้งตัว ด้วยความโกรธสาวน้อยจึงรีบร่ายเวทกางเขตอาคมทันที กิบบ้อนที่กำลังยืนมองดูชัยชนะที่กำลังจะมาถึงอยู่แค่เอื้อมด้วยความดีใจที่ตนชนะนักฆ่าในตระกูลเฟอร์เทียร์ได้ จึงพูดว่า

“ไหนเค้าว่ากันว่า ตระกูลเฟอร์เทียร์เป็นนักฆ่าอันดับหนึ่ง พอวันนี้ได้ลองสู้ดูทำไมถึงได้ชนะง่ายอย่างนี้” กิบบ้อนพูดดูถูกคารีเฟียร์พร้อมด้วยสายตาเหยียดหยาม

บรรยากาศรอบตัวเริ่มหนาวๆ ร้อนๆ จนทุกคนรู้สึกได้ พร้อมทั้งไอสังหารที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรงจากคารีเฟียร์ ในขณะที่ดวงตาของคารีเฟียร์เปลี่ยนจากสีน้ำตาลอ่อนเป็นสีเงิน พร้อมกับบังเกตุเกิดลมพัด จากแรงลมอ่อนได้กลายเป็นลมกำลังแรงจนสุดท้ายจึงกลายเป็นพายุหมุนตรงไปทางกิบบ้อน ส่วนในตอนนี้กิบบ้อนที่เริ่มรู้ตัวว่าตนไม่ควรไปดูถูกคนของตระกูลเฟอร์เทียร์จึงได้แต่ลนลานทำอะไรไม่ถูก พายุหมุนดึงกิบบ้อนเข้าสู่ใจกลางพายุหมุน พร้อมกับที่คารีเฟียร์กางเขตอาคมเสร็จ ต้นไม้ที่พันธนาการคารีเฟียร์อยู่จึงสลายไป พร้อมกันนั้นเสียงร้องโหยหวนน่ากลัวของกิบบ้อนก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย

“ศาสตราจารย์ซามานรีบให้สัญญาณว่าคารีเฟียร์ เฟอร์เทียร์ จากพีระมิดจัตุภาคชนะ” เกิดเสียงปรบมือดังขึ้น แต่กิบบ้อนก็ยังคงร้อยโหยหวนดังกว่าเดิมพร้อมกับที่คารีเฟียร์พูดว่า

“ตระกูลเฟอร์เทียร์ไม่เคยต้องให้ใครมาดูถูกจำไว้ ว่านี่แค่ข่ายเวทอาคมขั้นพื้นฐานที่คนของตระกูลเฟอร์เทียร์ต้องทำให้ได้ตอนอายุห้าขวบเท่านั้น” พูดจบคารีเฟียร์จึงปล่อยกิบบ้อนออกจากเขตอาคม ศาสตราจารย์ซามานเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดว่า

“เอาล่ะทุกคนได้เห็นการต่อสู้แล้ว เป็นการต่อสู้ที่ดีมากจริงๆ ทีนี้ครูจะให้พวกเธอร่ายเวทกางเขตอาคมที่ตนถนัด แล้วหลังจากที่ครูพากิบก้อนไปส่งห้องพยาบาลเสร็จครูจะบอกจุดอ่อนของข่ายเวทและวิธีดึงพลังขึ้นมาใช้” พูดจบศาสตราจารย์ซามานก็นำกิบบ้อนไปส่งห้องพยาบาลอย่างรวดเร็ว เพราะบาดแผลที่ค่อนข้างจะรุนแรงไปนิดหน่อยของคารีเฟียร์ นั่นคือเหตุผลที่คารีเฟียร์พูดกับศาสตราจารย์และเพื่อนๆ ของเธอ ต้องขอย้ำว่าคารีเฟียร์แค่รู้สึกโกรธนิดหน่อยเท่านั้น เลยเผลอทำให้กิบบ้อนต้องบาดเจ็บนิดหน่อยเท่านั้นเองในความคิดของคารีเฟียร์ แต่ทุกคนต่างเห็นว่าวันนี้นายกิบบ้อนนี่ดวงซวยสุดๆ อาจจะเรียกได้ว่าดวงซวยที่สุดในรอบปีก็ว่าได้



“กับอีแค่กระดูกหักไม่กี่ท่อนทำร้องโหยหวนไปได้” คารีเฟียร์บ่นด้วยความไม่พอใจอย่างมาก

“ช่างเถอะเธอไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” เมอริก้าพูดด้วยความเป็นห่วงเพื่อนสาวของตน

“ก็มันน่าเจ็บใจนิ มาดูถูกกันได้ คอยดูฉันจะทำตุ๊กตาวูดูใส่มันเลย นายนี่ชื่ออะไรนะ เห็นอยู่หอพักเดียวกับเธอ” คารีเฟียร์ที่ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหหันไปถามเมอริก้า

“เอาเป็นว่ารีบฝึกกางข่ายเวทดีกว่า เดี๋ยวศาสตราจารย์ซามานจะมาซะก่อน” คารอสที่เริ่มเห็นท่าไม่ดี เพราะเพื่อนสาวของตนยังโมโหไม่หายจึงรีบพูดเปลี่ยนสถานการณ์ไว้ก่อน

หลังกลับจากพากิบบ้อนไปส่งห้องพยาบาลศาสตราจารย์ซามานก็เดินแนะนำวิธีการดึงพลังเวทขึ้นมาใช้จนกระทั่งหมดคาบเรียน ศาสตราจารย์จึงปล่อยนักเรียนทุกคนกลับหอพักของตน ส่วนคารีเฟียร์ที่ยังไม่หายโกรธได้แต่เดินเข้าโรงอาหารไปพร้อมกับเพื่อนของตน แต่พอได้เห็นอาหารที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเท่านั้น สาวน้อยก็ลืมความโกรธทั้งหมดที่มีและตั้งหน้าตั้งตากินอาหารเย็นด้วยความหิวทันที ในตอนนี้เพื่อนในหอพักหลังจากได้เห็นคารีเฟียร์กับคารอสกินข้าวกันมื้อละสี่จานมาแล้วสองมื้อก็เริ่มจะปลงตกกับนิสัยการกินของเพื่อน จึงไม่มีใครพูดว่าอะไรนอกจากสายตาดุๆ โดยถูกส่งตรงมาจากเอคัสที่มองมาเป็นระยะๆหลังจากกินข้าวมื้อเย็นกันเสร็จทุกคนก็พากันกลับหอพักของตน ส่วนคารีเฟียร์ที่รู้สึกเพลียจึงขอตัวไปนอนที่ห้องของตน พอล้มตัวลงนอนบนเตียงคารีเฟียร์ก็หลับไปแบบไม่รู้ตัว



คารีเฟียร์มองไปยังทุ่งดอกไม้หลากสีสัน ธรรมชาติรอบกายก็เป็นใจสายลมอ่อนพัดมา ทำให้ต้นไม้น้อยใหญ่พลิ้วไหวตามแรงลม ถัดจากทุ่งดอกไม้ไปเป็นลำธารใส มองเห็นก้อนหินด้านล่าง หมู่ปลาพากันไหว้ไปมาดูแล้วเพลินตา เด็กสาวเดินต่อไปจนเห็นสัตว์อสูร ขนดกสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้ามีลักษณะเป็นหมาใน ช่วงไหล่ลงมาถึงเท้ามีรูปร่างเหมือนมนุษย์ มันส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง พร้อมกับนัยต์ตาสีแดงก่ำจ้องมองมาทางเธอ ในมือถือหนังสือเล่มหนึ่ง ความหนาประมาณเกือบ ๆ สองพันหน้า หนังสือในมือส่องแสงสีทองอ่อนแลดูสวยดี ที่หน้าปกมีอัญมณีสีเขียวมรกตส่องสว่างสุกใส พร้อมทั้งเสียงคำรามดังกึกก้องที่ครั้งนี้เสียงดังสนั่นกว่าเดิม สัตว์อสูรวิ่งตรงมาทางเธอด้วยความเร็วจนเธอไม่รู้จะทำอย่างไร



“อย่า... ” คารีเฟียร์สะดุ้งตื่นขึ้นมา พร้อมทั้งหยดน้ำใสเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนใบหน้า

“สงสัยจะฝันร้าย แต่นี่เป็นฝันแบบเดิมอีกแล้ว” เด็กสาวบ่นกับตัวเอง และล้มตัวนอนต่อ
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   9/5/2007, 5:57 pm

สะสางบัญชี

ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้านกน้อยต่างส่งเสียงขับขานกันเป็นสำเนียงเพลงที่ไพเราะ แต่ไม่ว่าเหล่านกน้อยจะส่งเสียงเพื่อปลุกสาวน้อยในห้องสักเพียงใด สาวน้อยบนเตียงก็ยังไม่ตื่นอีกเช่นเคย ดวงตากลมโตสีดำจับจ้องร่างบางบนเตียงเพื่อเริ่มหาทางปลุกสาวน้อยบนเตียง พรางย้อนคิดไปถึงคารอสที่บรรยายสรรพคุณเรื่องที่คารีเฟียร์นอนขี้เซาขนาดไหน

“คำสิงห์เวลานายจะปลุกคารีเฟียร์ ฉันขอแนะนำนายควรใช้วิธีแบบซาดิสม์ หรือไม่ก็วิธีรุนแรงไปเลย ขนาดฉันตะโกนก็แล้ว เขย่าตัวก็แล้วก็ยังไม่ยอมตื่น แถมยังหันหลังให้ฉันอีก จนฉันต้องใช้วิธีสาดน้ำใส่ แม่คุณถึงจะตื่น” ครั้นคำสิงห์ได้ฟังถึงกับส่ายหน้าอย่างระอาด้วยความขี้เซาของสาวน้อยตรงหน้า

“คารีเฟียร์ตื่น...” คำสิงห์ใช้เสียงตะโกนกรอกใส่ลงไปในหู แต่สาวน้อยตรงหน้ากลับยกฝ่าเท้าน้อยๆ ของเธอถีบคำสิงห์ด้วยแรงเต็มรักแบบไม่ยั้ง จากนั้นพลิกตัวหันหลังให้และหลับต่อ ผลจากแรงถีบเมื่อครู่ทำให้คำสิงห์ถึงกับจุกจนพูดไม่ออก จะขยับตัวก็ทำได้ลำบากยิ่งนัก ในห้วงคิดของคำสิงห์เริ่มเข้าใจถึงความรู้สึกของคารอสแล้ว ว่าทำไมคารอสถึงดีใจนักหนาที่ไม่ได้เป็นคนปลุกสาวน้อยตรงหน้าในวันนี้

“จะจูบแบบซาดิสม์ดี หรือใช้กำลังปลุกดีหนอ ถึงจะทำให้คารีเฟียร์ตื่น” คำสิงห์บ่นกับตัวเองเบาๆ อย่างใช้ความคิด ไวเท่าความคิดมือใหญ่สากดึงกระชากผ้าห่มออกจากตัวของคารีเฟียร์ พร้อมกับใช้มืออีกข้างคว้าข้อเท้าทั้งสองของหญิงสาว และจับเหวี่ยงเสมือนเป็นลูกข่างแล้วส่งไอสังหารอย่างรุนแรงออกมาด้วยเป็นของแถม คารีเฟียร์สะดุ้งตื่นทันใด พร้อมกับบ่นคำสิงห์อย่างไม่หยุด

“เฮ้ย! ปล่อยฉันลงไปเดี๋ยวนี้นะ ฉันเวียนหัวจะตายอยู่แล้ว ทำไมไม่ปลุกกันให้ดีกว่านี้หน่อย” คำสิงห์หยุดเหวี่ยงคารีเฟียร์ทันที พร้อมกับรีบวิ่งหนีออกไปห้องทันทีด้วยความรวดเร็ว ทิ้งให้สาวเจ้าบ่นอย่างหัวเสีย และเดินไปอาบน้ำ

“ไปปลุกแม่คุณยังไง คารีเฟียร์ถึงได้บ่นอย่างนั้น แล้วนี่นายปลุกด้วยวิธีไหน” ทันทีที่คำสิงห์ออกจากห้องของคารีเฟียร์ คารอสยิงคำถามรวดเดียวด้วยความอยากรู้

“เออ... เดี๋ยวสิฉันตอบคำถามนายไม่ทัน ก็เมื่อวานนายใช้น้ำสาดเธอ เธอเลยเก็บถังน้ำแล้วใช้เวทมนต์ล็อกประตูห้องน้ำไว้ ไอ้เราหรือจะใช้วิธีปลุกแบบเดียวกับนายก็ไม่ได้ ก็เลยคิดถึงคำพูดของนายว่าให้ใช้วิธีแบบซาดิมส์ ข้าก็เลยจับข้อเท้าของคารีเฟียร์แล้วจับเหวี่ยงเป็นลูกข้างพร้อมกับส่งไอสังหารออกไปให้ด้วยเป็นของแถมไง” คารอสที่ได้ฟังคำสิงห์พูดจบก็ตะลึงในความคิดอันพิสดารทันที

หลังจากนั้นประมาณยี่สิบนาทีคารีเฟียร์ก็ออกมาจากห้องเพื่อลงไปทานอาหารเช้าพร้อมกับเพื่อนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อทั้งหมดมาถึงโรงอาหารทันทีที่คารีเฟียร์เห็นกิบบ้อนเด็กชายที่ดูถูกเธอเมื่อวาน ก็เดินเข้าไปหาด้วยท่าทางของนักเลงโตจะไปยกพวกตีอย่างใดอย่างนั้น ครั้นกิบบ้อนเหลือบสายตามาด้านหลังด้วยเพราะมีไอสังหารแผ่ตรงมาที่ตนอย่างรุนแรน และทันทีที่คารีเฟียร์เห็นกิบบ้อนเริ่มที่จะขยับเท้าวิ่งหนีออกจากโรงอาหาร ในขณะเดียวกันกับที่คารีเฟียร์เริ่มร่ายเวทพันธนาการเอาไว้แล้ว กิบบ้อนไม่สามารถที่จะขยับไปไหนได้ คารีเฟียร์จึงเดินเข้าไปแล้วเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้กิบบ้อนตะลึงตาค้างแบบคาดไม่ถึง

“ข้าคารีเฟียร์ เฟอร์เทียร์ขอท้าเจ้ากิบบ้อน บาโลด้าสู้ที่สนามประลองเวท วันนี้ตอนเที่ยงครึ่ง” สาวน้อยพูดด้วยเสียงดังจนนักเรียนในหอพักอื่นได้ยินกันทั้งโรงอาหาร ทางด้านกิบบ้อนพอได้ยินถึงกับเข่าอ่อนไปทันที จนเพื่อนในหอพักพีระมิดจัตุภาค และเมอริก้าจากหอคอยผู้พิทักษ์ต่างเข้ามาลากคารีเฟียร์ไปนั่งทานข้าวที่โต๊ะของตน พร้อมกับที่คารีเฟียร์และคารอสเริ่มการกินอาหารแบบมาราทอนแข่งกันซะแล้ว



ณ ขณะนี้ทุกคนในโรงอาหารต่างได้ยินการท้าสู้ของนักฆ่าตระกูลเฟอร์เทียร์ และต่างกระจายข่าวไปโดยทั่วกันภายในเวลาไม่กี่นาที ทำให้การเรียนในช่วงเช้าไม่มีใครมีจิตใจจดจ่อในเรื่องวิชาเรียนแต่อย่างไร ในใจของกิบบ้อนตอนนี้ร้อนรอยิ่งกว่าใคร พลางเดินไปหาเมอริก้า

“เมอริก้า เจ้าช่วยข้าพูดกับคารีเฟียร์หน่อยสิ ให้ช่วยยกเลิกการต่อสู้กับข้าที ลำพังที่วันนี้ข้าหายเป็นปกติ เพราะได้เวทรักษาของอาจารย์ประจำห้องพยาบาลช่วยต่อกระดูกให้ และรักษาบาดแผลจนสมานเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่อย่างนั้นวันนี้ข้ายังเดินไม่ได้ และต้องนอนในห้องพยาบาลด้วยซ้ำ” กิบบ้อนพูดเพื่อให้เมอริก้าเห็นใจ แต่เมอริก้ากลับพูดในสิ่งที่กิบบ้อนกลับกลัวมากกว่าเดิม

“นี่ถ้านายไม่รู้จักคารีเฟียร์ล่ะก็ ข้าจะบอกให้นะ ข้าเป็นเพื่อนกับคารีเฟียร์มาตั้งแต่เด็ก ครอบครัวของคารีเฟียร์เป็นนักฆ่าเจ้าคงจะรู้จักตระกูลนักฆ่าของเฟอร์เทียร์ดีเรื่องฝีมือในการต่อสู้ และการฆ่าอย่างไร้ความปราณีใดๆ ตั้งแต่เด็กคารีเฟียร์ได้ถูกฝึกให้เรียนรู้วิธีป้องกันตัว และการต่อสู้ทุกรูปแบบตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ ข้าเกิดก่อนคารีเฟียร์เดือนเดียวข้ายังเห็นคารีเฟียร์ต้องต่อสู้ตั้งแต่ข้ายังจำความไม่ได้เหมือนกัน จนกระทั่งนางอายุห้าขวบคารีเฟียร์รู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่เธอต้องเป็นนักฆ่า ตอนนั้นข้าเห็นใจนางมากแต่ข้าก็ยังช่วยอะไรนางไม่ได้ คารีเฟียร์ได้แต่ร้องไห้โดยมีข้าช่วยปลอยใจอยู่ทุกวัน จนมาถึงวันนี้ฝีมือของคารีเฟียร์ก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดไปเลยทีเดียว แล้วคารีเฟียร์ไม่เคยกลับคำพูดด้วย นายจำคำพูดของฉันให้ดี นายนั่นแหละที่ไม่ดีเองไปพูดจาดูถูกคารีเฟียร์และตระกูลของเธอ” เมอริก้าพูดจบ จึงหันหลังเตรียมตัวเดินหนีออกไปด้วยความรำคาญ แต่แล้ว

“เจ้าจะไม่ช่วยข้าหน่อยเหรอ อย่างน้อยก็คนหอพักเดียวกัน” กิบบ้อนไม่ล้มเลิกความตั้งใจ แต่ยังคงพูดขอให้เมอริก้าเห็นใจต่อไป

“ไม่... อีกอย่างที่คารีเฟียร์สู้กับนายเมื่อวาน เธอใช้พลังแค่หนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น นายไม่ต้องมาพูดอีก ฉันรำคาญ” เมอริก้าพูดจบก็เดินจากไปทันทีทิ้งให้กิบบ้อนตกใจกับสิ่งที่เมอริก้าพูด



เวลาเที่ยงมาถึงโรงอาหารในวันนี้ช่างเงียบเหงายิ่งนัก นักเรียนของหอพักพีระมิดจัตุภาคนั่งทานอาหารด้วยความสงสัย พร้อมกับเมอริก้า แต่คารีเฟียร์กลับกินเยอะกว่าเดิมอีกจากสี่จานเป็นหกจาน โดยมีคารอสมองตาค้างด้วยความตะลึงว่าเพื่อนสาวของเธอทำไมกินเยอะจัง

“เฮ้... คารีเฟียร์ทำไมกินเยอะจังนี่เข้าจานที่หกแล้วนะ” คารอสพูด พร้อมกับเพื่อนทุกคนที่พยักหน้าพร้อมกันอย่างเห็นด้วย

“โธ่วันนี้ต้องใช้แรงอีกเยอะนะ ก็เลยต้องกินเยอะๆ ไว้ก่อน” คารีเฟียร์พูดจบจึงหยิบแก้วน้ำแครอทขึ้นดื่มจนหมดแก้ว แล้วจึงชวนเพื่อนๆ ของเธอไปที่ลานประลองเพื่อสู้กับกิบบ้อน เพราะทุกคนทานข้าวกันเสร็จหมดแล้ว เหลือแต่เธอคนเดียว



พอทั้งหมดมาถึงลานประลองก็ต้องตกใจเพราะที่นั่งบนสแตนของสนามประลองเวทเต็มทุกที่ เพราะทุกคนต่างพร้อมใจกันนำอาหารมาทานที่ลานประลองเวทเพื่อจองที่นั่ง คารีเฟียร์เดินขึ้นไปยืนบนสนามประลองด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม จวบจบเวลาผ่านไปสิบนาทีก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของกิบบ้อน คารีเฟียร์รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันใด พร้อมกับร่ายเวทด้วยเสียงดังกึกก้องจนได้ยินไปทั้งสนามประลองเวท เพียงไม่ถึงนาทีกิบบ้อนได้มาปรากฏตัวที่สนามประลอง ทันทีที่กิบบ้อนลืมตาขึ้นมาก็ต้องตกใจที่ตนมาโผล่ที่สนามประลองได้อย่างไร

“ข้าเรียกเจ้ามาเองตกใจเหรอ” คารีเฟียร์พูดด้วยเสียงหวาน พร้อมรอยยิ้มยิงฟันที่พยายามให้ดูสวยที่สุดในขณะที่กิบบ้อนรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที กรรมการในที่นี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นประธานหอพักของพีระมิดจัตุภาค และประธานของหอคอยผู้พิทักษ์

“การต่อสู้จะจบลงเมื่อคู่ต่อสู้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สามารถตู่สู้ได้แล้วเท่านั้น แต่ต้องไม่สู้กันจนถึงตาย” ทันทีที่เวลเมอรอนบอกกติกาและให้สัญญาณเริ่มต้นการต่อสู้ กิบบ้อนตระหนักได้แล้วว่าไม่ว่าอย่างไรตนก็ต้องสู้เพื่อเอาชีวิตรอด



กิบบ้อนเป็นผู้ใช้เวทประเภทมนต์ขาว ส่วนคารีเฟียร์นั้นเป็นสายเวทธรรมชาติธาตุลม สายเวทธรรมชาติเป็นพลังเวทที่แข็งแกร่งกว่ามนต์ขาว และมนต์ดำมาก กิบบ้อนเริ่มร่ายเวทเรียกมังกรขึ้นมาใช้สู้แทนตน ในขณะที่คารีเฟียร์ยังจ้องมองดูอยู่ ประมาณสามนาทีผ่านไปมังกรสีเหลืองสดใส ดวงตาสีเหลืองด้วยอัญมณี ความสูงเท่าตึกสามชั้นก็ปรากฏขึ้นข้างๆ กิบบ้อน ครั้นกิบบ้อนลืมตาขึ้นหลังจากร่ายเวทเรียกมังกรเสร็จก็เห็นคารีเฟียร์ยืนมองเฉยๆ

“เฮ้ย นี่เธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเลยเหรอ” กิบบ้อนพูด พร้อมด้วยกำลังใจที่เริ่มมาทีละนิด

“เปล่าซะหน่อย ฉันกำลังยืนมองนายอยู่ต่างหากร่ายเวทเรียกมังกรตั้งนาน ได้แต่มังกรตัวแค่นี้น่ะเหรอ มังกรของจริงมันต้องนี่” คารีเฟียร์พูดพร้อมทั้งร่ายเวทเรียกมังกรทันที



ท้องฟ้าที่เคยสว่างบัดนี้กลับมืดครื้น มีเสียงท้องฟ้าคำรามและผ่าลงมาไม่ขาดสาย เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีมังกรสีฟ้าอ่อน ดวงตาสีน้ำเงินสดใส เหนือคิ้วทั้งสองมีเขางอกออกมาทั้งสองข้าง ตรงกระดูกสันหลังมีหนามเล็กงอกออกมาไล่ลงไปจนถึงปลายหาง ส่วนปลายหางมีลักษณะเป็นใบมีดคมคล้ายหอก เสียงคำรามของมันดังกึกก้องจนทุกคนต้องยกมือขึ้นปิดหู ความสูงขนาดตึกแปดชั้น ช่างดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับมังกรของกิบบ้อน กิบบ้อนนั้นตกใจสุดขีดที่เวลาภายในไม่ถึงหนึ่งนาทีคารีเฟียร์เรียกมังกรออกมาได้ ทันทีที่มังกรของคารีเฟียร์เห็นมังกรสีเหลืองสดใสของกิบบ้อนก็วิ่งตรงเข้าใส่มังกรของกิบบ้อนทันที มังกรทั้งสองตัวต่อสู้กันทันที มังกรสีเหลืองของกิบบ้อนอ้าปากปล่อยลำแสงสีเหลืองออกมา เพียงแค่มังกรฟ้าของคารีเฟียร์ขยับปีกก็พาตัวมันเองหลบพ้นลำแสงทำลายของมังกรสีเหลืองของกิบบ้อนได้แล้ว พลังทำลายของมังกรสีเหลืองนั้นทำให้สนามประลองเกิดหลุมขนาดใหญ่ทันที มังกรของคารีเฟียร์พุ่งเข้าโจมตีพร้อมกับใช้หางที่มีความคมดั่งใบมีดฟาดเข้าใส่มังกรของกิบบ้อนทำให้มังกรของกิบบ้อนได้รับบาดเจ็บทันที



ทางด้านคารีเฟียร์เสียงตะโกนเรียกดาบคู่กายดังขึ้นด้วยเสียงอันทรงพลังเพื่อเรียกดาบของตน เสียงเรียกดาบอันทรงพลังนั้นกึกก้องและกังวาน สายลมสังหารปรากฏอยู่ในมือของคารีเฟียร์ ส่วนกิบบ้อนนั้นเรียกดาบของตนออกมาเช่นกัน

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก” กิบบ้อนตะโกนสุดเสียง

พร้อมทั้งวิ่งเข้าใส่คารีเฟียร์ คารีเฟียร์ยกแขนข้างที่ถือดาบกางวงแขนสี่สิบห้าองศาเพื่อให้คบดาบสัมผัสกับแขนของกิบบ้อนทันที ในขณะที่มืออีกข้างยกคทาประจำตัวขึ้นกันคมดาบแหลมคมของกิบบ้อน ทางด้านกิบบ้อนหลบคมดาบของคารีเฟียร์ได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็สามารถเรียกเลือดของกิบบ้อนได้เช่นกัน การต่อสู้เริ่มขึ้นอีกครั้งที่กิบบ้อนร่ายเวทเพื่อเรียกให้เถาวัลย์ปรากฏมาพันรัดรอบตัวคารีเฟียร์ดังเช่นเมื่อวาน คราวนี้เถาวัลย์ถูกคารีเฟียร์ฟันไม่เหลือซาก พร้อมกับร่ายเวทเรียกพายุหมุน กิบบ้อนดึงมีดสั้นขึ้นมาพร้อมกับขว้างไปสุดแรงตรงไปทางคารีเฟียร์ คารีเฟียร์หลบได้อย่างเฉียดฉิด แต่เรียกเลือดของคารีเฟียร์ได้เช่นกัน

ผลปรากฏออกมาว่ามังกรของคารีเฟียร์ชนะมังกรของกิบบ้อนได้ และมังกรของคารีเฟียร์พุ่งเข้าใส่กิบบ้อนที่ยืนตะลึงอยู่ พร้อมกับอ้าปากจนเกิดแสงสีส้มที่ตรงกลางปากพุ่งตรงเข้าใส่ กิบบ้อนทันที เป็นจังหวะเดียวกับที่พายุหมุนของคารีเฟียร์เริ่มขยายขนาดจนดึงกิบบ้อนเข้าไปสู่ใจกลางพายุ มังกรฟ้าหันไปสบตากับคารีเฟียร์พร้อมกับบินหายไปทันที ตามกระแสจิตที่คารีเฟียร์บอกให้มันกลับไปได้แล้ว หลังพายุหมุนสงบลงกิบบ้อนนอนสลบเหมือดทันที ชัยชนะเป็นของคารีเฟียร์ ตลอดวันนั้นทั้งวันคารีเฟียร์ได้แต่ยิ้มทั้งวัน ในขณะที่เพื่อนร่วมหอพักของคารีเฟียร์นั้นต่างรู้สึกสงสารกิบบ้อนขึ้นมาจับใจในเรื่องดวงซวยของกิบบ้อน



วันที่สามของการเรียนก็มาถึง หากแต่สาวน้อยในห้องยังคงนอนหลับสบายอยู่บนเตียงเช่นเดิม วันนี้เป็นเวรปลุกของเอคัส ดวงตาสีฟ้าสดใส กับผมสีเงินหยุ่งเหยิงรูปร่างสูงโปร่งของเอคัสยืนมองคารีเฟียร์อยู่บนเตียง คราวนี้คารีเฟียร์ร่ายเวทเพื่อกางเขตอาคมให้ตัวเองไปแล้ว ทำให้เอคัสใช้วิธีปลุกคารีเฟียร์แบบเดิมไม่ได้

“กางข่ายอาคมซะด้วย แล้วจะปลุกยังไงล่ะเนี่ย” เอคัสบ่นออกมากับตัวเองเบาๆ ก่อนจะนึกไอเดียบางอย่างขึ้นมาได้

“คารีเฟียร์ตอนนี้โรงอาหารกำหนดเวลากินข้าวใหม่ถ้าไม่ลงไปตอนนี้ จะมีข้าวเหลือให้เธอกินแค่จานเดียวนะ” ทันทีที่ได้ยินว่าจะได้กินข้าวแค่จานเดียว เท่านั้นแหละคารีเฟียร์ก็ตื่นขึ้นมาทันใด พร้อมกับที่รีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที ในขณะที่เอคัสเดินออกไปรอนอกห้อง ครั้งคำสิงห์ และคารอสเห็นเอคัสออกมาจากห้องเร็วกว่าที่คิดไว้ จึงถามวิธีปลุกคารีเฟียร์

“ก็คารีเฟียร์ร่ายเวทกางเขตอาคมเอาไว้ ทำให้ใช้วิธีปลุกแบบพวกนายไม่ได้ ก็เลยตะโกนไปว่าถ้าไม่รีบลงไปตอนนี้ จะเหลือข้าวให้กินแค่จานเดียว เท่านั้นแหละแม่คุณก็ตื่นแล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที” เอคัสพูด พร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ



วิชาแรกเป็นวิชาการใช้อาวุธ แน่นอนว่าทุกคนนั้นถูกฝึกให้ใช้อาวุธในการต่อสู้ตั้งแต่เด็กเพื่อป้องกันตัวกันอยู่แล้ว วิชานี้จึงเป็นวิชาที่ทุกคนชอบมาก เพราะไม่ต้องใช้สมาธิในอ่านหนังสือหรือจดแล็กเชอร์ใดๆ ทั้งสิ้น ศาสตราจารย์ผู้สอนวิชานี้มีผมสีน้ำตาลอ่อนซอยเป็นทรงแลดูยุ่งเหยิง ดวงตาสีเงินสดใส รูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทนเข้มเพราะคล้ำแดด อยู่ในชุดสีดำเข้ารูป แลดูน่าเกรงขาม เป็นศาสตราจารย์คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาสอนที่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัสในปีนี้

“ข้าชื่อกัลป์มาทอริกซ์ เฟอร์เทียร์ เป็นศาสตราจารย์สอนวิชาการใช้อาวุธ พวกเจ้าเรียกข้าว่ากัลป์มาทอริกซ์ก็พอ ไม่ต้องเรียกศาสตราจารย์เพราะข้ายังไม่แก่ อายุข้าเพิ่งจะยี่สิบปีเอง” ทันทีที่ศาสตราจารย์กัลป์มาทอริกซ์แนะนำตัวเสร็จก็เกิดเสียงพูดคุยดังขึ้นทันที

“ท่านอา ปีนี้ท่านอายุยี่สิบเอ็ดปี ไม่ใช่ยี่สิบสักหน่อย” คารีเฟียร์พูดพร้อมกับหัวเราะออกมาเพราะ อาของเธอไม่เคยยอมรับเรื่องตัวเองเริ่มมีอายุแล้วนั่นเอง

“โธ่อีกสองเดือนกว่าจะยี่สิบเอ็ดปีนะคารีเฟียร์ หลานรักแล้วหลานยังไม่ส่งจดหมายไปบอกท่านพี่อีริค และคาทีน่าเลยนะหลาน” กัลป์มาทอริกซ์พูดพร้อมทั้งลูบผมหลานสาวเล่น

“โอ๊ย! ข้าลืมเรื่องนี้ไปเลยท่านอา ยังไงข้าฝากท่านอาบอกท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยนะคะ ท่าอา” คารีเฟียร์พูดพร้อมทั้งแสดงท่าทางแบบเด็กขึ้นมาทันทีทันใด ท่าทางแบบนี้ทำให้กัลป์มาทอริกซ์คิดว่ายังไงก็เด็กชัดๆ

“ท่านอาทำไมอยู่ๆ ถึงมาสอนวิชานี้ได้ค่ะ คงไม่ได้มาจับตาดูหลานสาวคนนี้หรอกนะ” คารีเฟียร์ถามด้วยความสงสัย

“บ่ะ ดันรู้ทันซะได้” กัลป์มาทอริกซ์คิดในใจ จึงเอ่ยพูดตัดบท

“เอาไว้เราค่อยคุยกัน ตอนนี้เพื่อนหลานคงสงสัยแย่แล้ว ข้าเป็นอาของคารีเฟียร์ วันนี้ข้าจะสอนวิธีการใช้ดาบในการต่อสู้ เอาเป็นว่ายืนเป็นแถวตรงหน้ากระดานด่วน” ศาสตราจารย์กัลป์มาทอริกซ์พูด
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   9/5/2007, 5:58 pm

(ต่อจ้า)


ทุกคนในหอพักพีระมิดจัตุภาคต่างรีบยืนเรียงแถวหน้ากระดานทันทีไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุย เพราะกลัวว่าศาสตราจารย์กัลป์มาทอริกซ์จะเกิดอยากใช้อาชีพของตัวเองฆ่าพวกตนเสียก่อน กัลป์มาทอริกซ์ใช้สายตามองด้วยความพอใจ จึงเอ่ยขึ้นว่า

“วันนี้เราจะมาใช้วิธีการใช้จิตแทนดาบ เพราะดาบไม่สามารถใช้ได้ดีเท่ากับจิตที่คิดได้ตามเจ้าของ ข้าจะแสดงตัวอย่างให้ดู” กัลป์มาทอริกซ์พูดจบ ก็ดีดนิ้วหนึ่งทีตุ๊กตาหุ่นฟางเคลื่อนไหวได้จำนวนยี่สิบตัวปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน

“เริ่มแรกให้ถือดาบไว้ในมือเฉยๆ ไม่ต้องเดินไปฟันหุ่นฟาง แต่ให้พวกเจ้าหลับตาลงเพื่อตั้งสมาธิ ให้คิดว่าหุ่นฟางอยู่ตรงหน้าพวกเจ้า แล้วใช้จิตฟันพวกมันอย่างนี้” กัลป์มาทอริกซ์พูดจบก็หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมา เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีตุ๊กตาหุ่นฟางจำนวนยี่สิบตัวล้มลงแยกออกเป็นสองท่อน ทั้งที่กัลป์มาทอริกซ์ยังไม่ขยับตัวด้วยช้ำ

“การที่ข้าให้พวกเจ้าหลับตาตั้งสมาธิก่อน เพราะพวกเจ้ายังไม่รู้วิธีใช้จิตเคลื่อนย้ายตัวเอง ดังนั้นจงเข้าใจไว้ว่า ถ้าพวกเจ้าใช้จิตเคลื่อนย้ายตัวเองได้เมื่อไหร ศัตรูตรงหน้าจะไม่รู้ว่าเจ้าเอาเวลาไหนไปทำร้ายเขา นี่เป็นวิธีที่นักฆ่าใช้สังหารคู่ต่อสู้ และจะมีเฉพาะนักฆ่าเท่านั้นที่รู้ แล้วคำสิงห์ท่านโรเนล กับท่านวันวิสาข์เป็นอย่างไรบ้างสบายดีไหม” กัลป์มาทอริกซ์พูดถาม

“สบายดีทั้งสองท่านครับ ท่านกัลป์มาทอริกซ์” คำสิงห์พูดจบ กัลป์มาทอริกจึงพูดต่อว่า

“เอาหล่ะข้าจะให้คารีเฟียร์ และคำสิงห์แสดงให้พวกเจ้าดูอีกครั้งหนึ่งเป็นตัวอย่าง” กัลป์มาทอริกซ์พูดพบก็ดีดนิ้วอีกครั้งหนึ่ง ตุ๊กตาฟางจำนวนยี่สิบตัวเคลื่อนไหวรวดเร็วกว่าเดิมปรากฏขึ้นล้อมรอบตัวคารีเฟียร์ และคำสิงห์ทันที

คารีเฟียร์กับคำสิงห์จัดการตุ๊กตาหุ่นฟางพวกนี้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที เพื่อนๆ ทุกคนในหอพักเริ่มฝึกใช้จิตกันอย่างตั้งอกตั้งใจโดยมีกัลป์มาทอริกซ์, คารีเฟียร์ และคำสิงห์คอยช่วยแนะนำอีกทีหนึ่ง



ช่วงบ่ายเป็นวิชาเรียนที่น่าเบื่อสำหรับคารีเฟียร์อย่างยิ่ง นั่นก็เพราะเป็นวิชาประวัติศาสตร์เมืองเกลเบี้ยน หลังจากที่คารีเฟียร์พยายามนั่งถ่างตาก็แล้ว หยิกตัวเองก็แล้ว ผลปรากฏออกมาก็ยังคงจะหลับให้ได้อยู่ดี พอมองไปรอบตัวคารอส และคำสิงห์หลับกันไปแล้ว แล้วจะไม่ให้เธอหลับได้ยังไงในเมื่อเพื่อนของเธอหลับไปแล้ว เหลือก็แต่เอคัสที่ยังคงนั่งตาสว่างอยู่ได้ งั้นก็ให้เอคัสนั่งเรียนเป็นตัวแทนของเพื่อนๆ และหัวหน้าชั้นปีของหอพักพีระมิดจัตุภาคแล้วกัน คารีเฟียร์คิดในใจเสร็จก็ล้มตัวเอาหน้าฟุบลงกับแขนทั้งสองข้างทันที การเข้าญาณในวิชานี้คงเป็นวิชาที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนมหาเวทวาเคซัส เสียงของศาสตราจารย์เอมบิทนั้นเหมือนเสียงเล่านิทานก่อนนอนให้เด็กน้อยฟังไม่มีผิด ยิ่งฟังก็ยิ่งง่วงนอน



จนกระทั่งถึงวันศุกร์ เวลเมอรอนประธานหอพักพีระมิดจัตุภาคเดินมาพบทุกคนเพื่อมารับใบสมัคร เวลเมอรอนมองรายชื่อในกีฬาที่รุ่นน้องชั้นปีหนึ่งในหอพักพีระมิดจัตุภาคลงชื่อในกีฬาแต่ละประเภท แน่นอนว่าเวลเมอรอนกับซาฟีร่า มัลโควิชรองประธานหอพักพีระมิดจัตุภาคเห็นด้วยกับการคัดเลือกผู้เล่นนี้ด้วย คารีเฟียร์สังเกตว่าซาฟีร่านั้นเป็นหญิงสาวยิปซี หน้าตาอ่อนหวานแต่เซ็กซี่ ผมสีบอล์นหยิกเป็นลอนยาวถึงกลางหลัง ผิวสีแทนเข้ม ดวงตากลมโตสีม่วงอ่อน ซึ่งกำลังยิ้มให้กับเวลเมอรอน และทั้งขณะที่ทั้งคู่กำลังปรึกษากันอยู่ เสียงพูดคุยในห้องก็ดังไม่หยุดไม่แพ้กัน ส่วนคำสิงห์นั้นกำลังสอนคารีเฟียร์ยิงปืนด้วยเพราะทนเสียงออดอ้อนของคารีเฟียร์ไม่ไหว คำสิงห์สอนคารีเฟียร์ใช้ปืนพก m1911a1 และวิธีการเหนี่ยวไกปืน ส่วนสาเหตุที่คำสิงห์สอนคารีเฟียร์ใช้ปีนพก m1911a1 นั้นเพราะมีน้ำหนัก 3 ปอนด์เท่านั้น

ดังนั้นมหกรรมการไล่ฆ่าล้างบางจึงเกิดขึ้นโดยมีคำสิงห์ และคารีเฟียร์นำทีมไล่ฆ่าเพื่อนร่วมหอพักเดียวกัน ส่วนลูกกระสุนนั้นเป็นลูกกระสุนสี ซึ่งเวลายิงจะกลายเป็นน้ำสีเขียว และสีน้ำเงินแล้วแต่ๆ ละทีม เพราะคำสิงห์ใจดีสอนเพื่อนทุกคนในหอพักชั้นปีหนึ่ง รวมถึงการให้ยืมปืนใช้ชั่วคราวอีกด้วย ทางด้านเวลเมอรอน และซาฟีร่าเห็นเสียงดังผิดปรกติเพราะฝูงลิงทโมนกำลังเอาปืนมาวิ่งไล่ยิงกัน ทำให้เวลเมอรอนโดยลูกกระสุนของอาซีฟเข้าไปเต็มๆ หน้า ทำให้ทั้งใบหน้าในตอนนี้เป็นสีน้ำเงิน ดูๆ แล้วช่างเหมือนตุ๊กแกสิ้นดี พร้อมกับเสียงที่ตะโกนแข่งกับฝูงลิง

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ... ข้าขอสั่งให้พวกเจ้าเก็บปืน และทำความหอพักให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้ แล้วพรุ่งนี้เจอกันที่สนามหญ้าหลังหอพักพีระมิดจัตุภาคเวลาแปดโมงเช้า ห้ามสายเด็ดขาดไม่งั้นโดนทำโทษแน่” เวลเมอรอนพูดจบ ก็เดินจากไปพร้อมกับซาฟีร่าทันที พร้อมทั้งเอามือกุมขมับกับความซนของรุ่นน้องของตน ที่ดันเล่นมหกรรมไล่ฆ่าล้างบางกันแบบนี้



เรื่องเก็บกวาดนั้นไม่มีใครห่วงเพราะกิลเดอรอนเป็นนักเวท แค่ร่ายเวทนิดหน่อยห้องทั้งห้องก็สะอาดเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงพากันเข้านอนกันอย่างรวดเร็ว เพราะยังไงก็คงไม่อยากโดนทำโทษแน่นอน เพราะประธานหอพักของพีระมิดจัตุภาคนั้นขึ้นชื่อเรื่องการทำโทษแบบพิสดารอยู่ด้วย หลังจากบอกลาทุกคนคารีเฟียร์ก็เข้าห้องอาบน้ำ

“ราตรีสวัสดิ์คารีเฟียร์” คารีเฟียร์พูดกับตัวเองเบาๆ แล้วล้มตัวลงนอน
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   10/5/2007, 9:18 am

ความฝันกับสัตว์อสูร (1)

ดอกไม้นานาพรรณพากันแบ่งบานรับแสงอาทิตย์ยามบ่าย ท้องฟ้าสีฟ้าสดใสและเมฆก้อนน้อยใหญ่เป็นรูปร่างต่างๆ ลอยอยู่เบื้องบน คารอสมองภาพธรรมชาติตรงหน้าด้วยความสบายใจสุดๆ ความทุกข์ที่มีอยู่ลืมมันไว้เบื้องหลัง ในขณะที่เอนหลังนอนกลางทุ่งดอกไม้เปลือกตาค่อยๆ เลื่อนมาปิดบังดวงตาสีเขียวมรกต เสียงน้ำตกดังแว่วมาตามสายลม คารอสค่อยๆ เดินไปตามเสียงของน้ำตกยิ่งเดินเสียงน้ำตกก็ยิ่งดังขึ้นจนเห็นสายน้ำสีฟ้าสดใสของมหาสมุทรตกกระทบกับก้อนหินน้อยใหญ่เบื้องล่าง คารอสยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนกยักษ์รูปร่างคล้ายกับนกอินทรีย์บินลงมาทางตน ส่วนหัวของมันเหมือนนกอินทรีย์แต่ตั้งแต่คอลงมาเรื่อยๆ จนถึงเท้ากลับมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ ปีกแต่ละข้างกว้างและใหญ่ขนาดสนามฟุตบอลมีไฟสีน้ำเงินเข้มรอบปีกแต่ละข้างของมัน กรงเล็บแหลมคมเหมือนใบมีดมีไข่ใบใหญ่สีแดงเหมือนสีเลือดหนึ่งฟอง

“กริซ” เสียงคำรามของมันดังกึกก้องจนคารอสต้องยกมือขึ้นปิดหู พร้อมทั้งเรียกดาบวิญญาณแห่งเปลวเพลิง และคทาไฟร์ฟินิกส์ให้ปรากฏอยู่ในมือทั้งสองข้างของคารอส

“กริซ กริซ กริซ” สัตว์อสูรตนนั้นยังส่งเสียงร้องออกมาไม่หยุดเมื่อมันเห็นผู้บุกรุกล่วงล้ำเข้ามาในเขตของมัน ดวงตากลมโตสีเพลิงจ้องมองมาทางคารอสพร้อมกับบินอยู่รอบๆ คารอสทันที

“เจ้าเข้ามาในสวนวิหกโลกันตร์ได้อย่างไร” เสียงพูดของสัตว์อสูรนั้นแผ่วเบาแต่กับดังกึกก้องและกังวารยึ่งนัก

“ข้าชื่อคารอส ซาฟิก้า ไฟร์ ราชเวียร์เป็นองค์ชายรัชทายาทของเมืองลาพาเท็นโต้ และข้าก็ไม่รู้ว่าข้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร” คารอสพูดบอกชื่อเสียงเรียงนามของตน และตอบคำถามของสัตว์อสูรตรงหน้า



เมื่อสัตว์อสูรได้ยินดังนั้นจึงบินลงมายืนตรงหน้าคารอสทันที แค่เพียงช่วงเวลากระพริบตาสัตว์อสูรก็พาร่างอันใหญ่โตของมันมายืนอยู่ตรงหน้าคารอสอย่างรวดเร็ว

‘หรือว่าเจ้านี่จะเป็นผู้ครอบครองสัตว์อสูรในไข่ฟองนี้ คงต้องทดสอบซะหน่อยแล้ว ถ้าไม่ใช่มันต้องตายสถานเดียว’ สัตว์อสูรลำดับความคิดภายในใจ

“ถ้าเจ้าไม่รู้ ข้าคือพญาอินทรีย์พาทูคาเมน และข้าเป็นผู้ปกครองสวนแห่งนี้” สัตว์อสูรแนะนำตนเองเช่นกัน

“ถ้าเจ้าพิสูจน์ว่าเจ้าสามารถผ่านด่านทดสอบของข้าได้ ข้าจะให้ไข่ฟองนี้กับเจ้า แต่ถ้าไม่เจ้าจะต้องตายอยู่ที่นี่” สัตว์อสูรพูดพลางชูไข่ในอุ้งมือให้คารอสดู

“ตกลง” คารอสพูด แต่ภายในใจชักเริ่มกังวล

สัตว์อสูรตรงหน้าร่ายเวทโบราณด้วยภาษาที่คารอสไม่รู้จัก เสียงร่ายเวทดังกึกก้องและกังวาร ตัวอักขระสีทองอร่ามปรากฏขึ้นมาล้อมรอบตัวคารอส จำนวนตัวอักขระเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามคำพูดของสัตว์อสูร เมื่อสัตว์อสูรร่ายเวทจนครบอักขระสีทองทุกตัวต่างหมุนวนรอบตัวของคารอส และเริ่มหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งคารอสเริ่มมองเห็นไม่ชัดสติเริ่มจะดับ ตรงบริเวณที่เท้าของคารอสเคยยืนอยู่นั้นก็ปรากฏเป็นหลุมสีดำขนาดใหญ่ และแรงดึงดูดมหาศาลก็พาคารอสลงไปในหลุม





ทางด้านเอคัสปรากฏเป็นภาพของมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ไม่ปรากฏเกาะให้เห็น ทั่วทั้งบริเวณมีแต่น้ำในมหาสมุทรมีสีเขียวปนคราม ช่างเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนักดูแล้วจรรโลงจิตใจได้เป็นอย่างดี แต่มีหรือที่เอคัสจะนิ่งนอนใจกับความผิดปกติตรงหน้า ชายหนุ่มกำลังยืนอยู่บนผิวน้ำเพื่อสังเกตการณ์

‘ทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน’ คิ้วทั้งสองข้างของเอคัสขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด

ตรงกลางมหาสมุทรเริ่มเกิดกระแสน้ำวนขึ้น และน้ำวนเริ่มขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมองเห็นพื้นดินในมหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรกำลังแยกออกเปิดทางให้กับเหล่าคาราวานพวกทหารใต้สมุทร ปูก้ามโตถือหอก กุ้งมีดาบนับสิบอยู่ตามขาของมัน เหล่าทหารอสูรต่างพร้อมใจกันเปิดทางตรงกลางออกปรากฏให้เห็นเป็นชายชรารูปร่างใหญ่โตในมือถือหอกเล่มใหญ่ขนาดมหึมา ช่วงเอวลงไปมีลักษณะเหมือนหางปลามีสีเขียวดั่งสีน้ำมหาสมุทรของที่นี่ ชายชราเริ่มขยับกายเข้ามาหาเอคัสเรื่อยๆ ท่าทางและขนาดใหญ่โตของมันเริ่มทำให้เอคัสไม่ไว้วางใจ



“มหาสมุทรเลือนลั่น” เอคัสเรียกคทาประจำตัวออกมาเพื่อเตรียมพร้อม หัวลูกแก้วสีฟ้าใส มีสายน้ำไหลวนอยู่ข้างใน ด้ามคทาเป็นไม้เนื้ออ่อนสีขาว ลวดลายสวยงาม

“เจ้าหาญกล้าคิดมาขโมยสมบัติที่มหาสมุทรโอเชี่ยนตาติกของข้า” เสียงพูดที่เปล่งออกมานั้นแหลมสูงจนเหลือเชื่อ ถ้ามีกระจกสักบานมาวัดระดับความแหลมสูงแล้วล่ะก็ คงจะแตกไปตั้งแต่คำพูดแรกของสัตว์อสูรแล้ว

“ท่านเป็นใคร” คำพูดแสนสุภาพอย่างเกรงใจสัตว์อสูรตรงหน้ามาจากปากของเอคัสที่ยืนสง่าอย่างไม่สะทกสะท้านกับสัตว์อสูรตรงหน้า

“ฮ่าๆๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะของสัตว์อสูรตรงหน้านั้น ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ที่มหาสมุทร คลื่นลูกใหญ่ที่พัดมาทางเอคัสหวังให้ตายไปทันที

“วอเตอร์วอลล์” กำแพงน้ำสีฟ้าสดใสปรากฏขึ้นตรงหน้าเด็กหนุ่มทันที ความสูงของมันสามารถกั้นการมองเห็นของสัตว์อสูรไว้ได้

“เจ้าบังอาจรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนของข้า เจ้าจงตายซะเถอะ” ชายชรารูปร่างคล้ายเงือกพูดกับเอคัสพร้อมทั้งร่ายเวทจนผืนน้ำสั่นสะเทือน ท้องฟ้าคำรามเลือนลั่นจากท้องฟ้าสีฟ้ามีก้อนเมฆน้อยใหญ่กลายเป็นมืดครึ้นขึ้นถนัดตา บรรยากาศเย็นเยือกและวังเวงยิ่งนัก



“เปร้ง” เสียงฟ้าร้องดังสนั่น ปรากฏสายฟ้าผ่าลงทุกทิศทุกทางด้วยอัตราความเร็วเหนือแสง

“ตายไปซะ” ฟังจากเสียงก็ดูรู้อยู่แล้วว่ามันเกรี้ยวกราวขนาดไหน

สัตว์อสูรตรงหน้าไม่เสียเวลาแนะนำตัวแม้แต่น้อย ความกลัวที่จะมีใครมาขโมยไข่ที่อยู่กับมันมาเป็นเวลานานนับหลายพันปี ทั้งที่ไข่มันน่าจะฟักได้แล้วก็ตาม แต่ไข่สีฟ้าอมเขียวใบนั้นกลับไม่เคยแม้แต่จะฟักแม้แต่น้อย สัตว์อสูรจึงนำไข่ใบนั้นไปซ่อนไว้ในตัวของมันเอง

“ข้าแต่เทพีแห่งสายน้ำและมหาสมุทร ขอท่านจงโปรดมอบพลังให้แก่ข้า เจ้าแห่งท้องทะเลและมหาสมุทรทั้งปวง ขอพลังให้ข้าได้ปกป้องไข่ของข้าด้วยเถิด” สิ้นเสียงของสัตว์อสูรตรงหน้า คลื่นทะเลปั่นป่วนขึ้นมาทันใด แม้แต่กำแพงเวทของเอคัสก็มิอาจต้านอยู่

“ข้าในนามของเอคัส ฟามินโก้ เวล เซราฟ องค์ชายรัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรอินทีโมดาส ผู้ควบคุมพลังเวทธาตุน้ำ ขอจงโปรดประทานพลังให้กับข้าด้วยเถิด” สิ้นคำกล่าวของเอคัสหัวลูกแก้วบนคทาได้เปร่งแสงสีฟ้าอ่อนเจิดจ้า จนสัตว์อสูรต้องหลับตา พลังสีน้ำเงินครามดั่งสีน้ำทะเลต่างไหลเวียนเข้ามาในหัวลูกแก้วของชายหนุ่มทันที





คารีเฟียร์กำลังนอนอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่อย่างอารมณ์ดีภายใต้ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส ด้านหน้าของเธอไกลออกไปประมาณหนึ่งกิโล เป็นป่าผลัดใบแลดูร่มรื่นยิ่งนัก หมู่นกต่างพากันขับขานเสียงเพลงให้เธอฟัง แต่แล้วความเงียบก็บังเกิด สัญชาติญาณเตือนให้เธอระวังตัว

“ฉึก ฉึก ฉึก” มีดสั้นจำนวนสามเล่มก็ถูกส่งมาเป็นรางวัลสำหรับคนที่กำลังนอนอารมณ์ดีเกินเหตุ

“ใคร ข้าถามว่าใคร” คารีเฟียร์ที่กำลังอารมณ์เสีย เสียอารมณ์อย่างที่สุดตะโกนออกไป เมื่อกระโดดหลบวิถีของอาวุธที่ส่งมายังเธอ

“พึบ ฉับ ฉับ ตึง” นอกจากจะไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียกแล้ว ยังแถมมีดสั้นอีกหนึ่งเล่มให้คารีเฟียร์อีก ต้องบอกว่าโชคยังเข้าข้างคารีเฟียร์อยู่ เพราะเธอเห็นแสงสะท้อนใบดาบของมีดสั้นจึงทำให้หลบได้ทัน มีดสั้นจึงไปผ่าเอาต้นไม้ด้านหลังเธอ

‘ดูจากความรุนแรงแล้วต้องร่ายเวทเพื่อเพิ่มพลังทำลายเป็นแน่ ลำพังมีดสั้นไม่สามารถตัดต้นไม้ได้แน่นอน’ สาวน้อยวิเคราะห์พลังทำลายของคู่ต่อสู้ พร้อมกับการปรากฏตัวของชายชุดดำหนึ่งคน เป็นชุดสีดำรัดรูป ที่ข้างหลังเหน็บดาบซามูไรอยู่สองอัน

“นายนี่ชอบเล่นทีเผลอใช่ไหม” คารีเฟียร์พูดจบก็เรียกดาบมาไว้ที่ตัว สายลมสังหารตอนนี้ปรากฏอยู่ที่มือของคารีเฟียร์ และความโกรธของคารีเฟียร์ทำให้ลมหมุนที่ใบดาบทวีความรุนแรงมากขึ้นอีก

คารีเฟียร์ใช้ความเร็วของนักฆ่าฟาดฟันดาบใส่ศัตรูตรงหน้าทันทีไม่ปล่อยให้ศัตรูตรงหน้าได้ตั้งตัว แรงโกรธทำให้พลังในการลงดาบแต่ละครั้งเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น

“ย้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

สาวน้อยเงี้ยงดาบขึ้นฟันครั้งสุดท้ายด้วยความแรงสูงสุดเท่าที่ตัวเองจะมี และนั่นทำให้ชายชุดดำต้องใช้สองมือจับปลายด้ามและยกขึ้นกันดาบของคารีเฟียร์อย่างรวดเร็ว การลงดาบครั้งนี้ดุดัน และหนักแน่นมาก ทำให้ชายชุดดำเกือบจะกันคมดาบของคารีเฟียร์ไม่อยู่ คารีเฟียร์ไม่รอช้าใช้ฝ่าเท้าน้อยๆ ของเธอกระโดดเตะก้านคอให้อีกทีหนึ่งด้วยความรักสุดซึ้ง แล้วกระโดดออกมาตั้งหลัก ชายชุดดำซึ่งโดนลูกเตะมหากาฬของคารีเฟียร์เข้าไปถึงกับยืนไม่อยู่ ต้องใช้ดาบปักลงพื้นแล้วใช้ยืนค้ำแทนไม้เท้า

“เป็นไง ตกลงจะบอกได้หรือยังว่านายเป็นใคร แล้วมาทำร้ายฉันทำไม” คารีเฟียร์ถามคำถามต่อทันที เพราะตอนนี้เธอยังไม่มีอารมณ์จะสู้เท่าใดนัก

“ข้าก็เป็นคนธรรมดาไง หรือว่าเจ้าเห็นข้าเป็นเทวดา หรือเทพบุตรหน้าตาหล่อเหลาล่ะ” ชายชุดดำไม่ตอบคำถาม แถมยังพูดจากวนฝ่าเท้าของคารีเฟียร์เต็มที่

“ได้ไม่เป็นไร แต่นายตาย...” คารีเฟียร์ที่เสียอารมณ์เต็มที่พูดจบก็ร่ายเวททันที
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   10/5/2007, 9:20 am

ความฝันกับสัตว์อสูร (1) ต่อจ้า

ทางด้านคำสิงห์นั้นได้ไปโผล่กลางทะเลทรายในอียิปต์ที่อากาศแสนจะร้อนระอุ เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มปรากฏเป็นตัวหุบเขาตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ฝั่งตรงข้ามกับเมืองธีบส์ ยิ่งอยู่กลางทะเลทรายอย่างนี้ด้วยแล้วคำสิงห์ยิ่งโมโหหนักเข้าไปอีก

‘ที่นี่มันที่ไหนนะ ดูคุ้นๆ ยังไงชอบกล นึกออกแล้วอียิปต์นี่หว่า งั้นนี่ก็หุบผากษัตริย์นี่เอง’ คำสิงห์บ่นรำพึงกับตัวเองในใจ

‘ทำไมข้าไม่มีพลังเวทธาตุน้ำบ้างนะ ร้อนจะตายอยู่แล้ว หิวน้ำด้วย’ คำสิงห์บ่นตัดพ้อต่อว่าตัวเองที่มีพลังเวทธาตุดิน เพราะตอนนี้ชายหนุ่มต้องการน้ำอย่างแรง

“เฮ้ย! นั่นแม่น้ำไนล์นี่หว่า” คำสิงห์ซึ่งเห็นแม่น้ำไนล์มาแต่ไกลก็ดีใจจนวิ่งไปไม่หยุด จุดหมายสำคัญคือแม่น้ำสายสีน้ำเงินสดใส แต่วิ่งไปได้หนึ่งชั่วโมงก็ยังไปไม่ถึงซะที

‘ขนาดใช้ความเร็วของนักฆ่าแล้วนะ ทำไมมันไกลจังว่ะ’ คำสิงห์ที่ยังวิ่งไม่หยุดก็บ่นกับตัวเอง ขณะที่วิ่งไปคำสิงห์ก็เกิดไอเดียเจ๋งแล่นขึ้นมาในสมอง

“ตูบ” คำสิงห์ใช้เวทพลังธาตุของธาตุดินทันที พื้นทรายตรงใต้เท้าคำสิงห์ยุบตัวลงจนตอนนี้คำสิงห์อยู่ใต้ผืนทรายไปแล้ว และกำลังเคลื่อนตัวไปใต้พื้นทรายอย่างรวดเร็ว

“ในเมื่อวิ่งไปมันเหนื่อย งั้นดำทรายมันไปเลยดีกว่า ให้มันรู้กันไปเลยว่าคนอย่างข้าพลเรือนลิงคำสิงห์ซะอย่าง” คำสิงห์ยิ้มให้กับความคิดของตัวเองในตอนนี้ แถมหน้าตาของคำสิงห์ในตอนนี้มันก็เหมือนลิงอีกต่างหาก

ขณะที่กำลังเคลื่อนตัวไปใต้พื้นทรายอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักคำสิงห์ก็มาปรากฏอยู่ตรงริมแม่น้ำไนล์ และก้มหน้าก้มตาดื่มน้ำอย่างรวดเร็ว

“ชื่นใจสุดๆ เลย”



คำสิงห์พูดออกมาอย่างสบายใจ และล้างหน้าในแม่น้ำไนล์ทันที และแล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นฝูงกองทัพผีดิบกำลังเคลื่อนตัวมาหาคำสิงห์อย่างรวดเร็ว สภาพของมันมีผ้าลินินเก่าๆ จนกลายเป็นสีชาพันอยู่รอบร่างกายของมัน กลิ่นลมหายใจเหม็นสาบเกินคำบรรยาย ที่เห็นจะไม่มีผ้าพันไว้ก็เหลือแต่ลูกตาดีแดงกล่ำ และปลายนิ้วที่โผล่ออกมามีสภาพเหมือนหนังแห้งกรังติดกระดูกสีดำน่าเกลียดน่ากลัว

“เฮ้ย! นั่นมันมัมมี่นี่หว่า จะหนีก็ไม่ทันแล้ว” คำสิงห์พูดพร้อมกับที่กองทัพมัมมี่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากพื้นทรายจนตอนนี้มีจำนวนไม่ต่ำกว่าห้าสิบตัวแล้ว

“เจ้าต้องมาเป็นทาสรับใช้ของข้าไปชั่วชีวิตของเจ้า หึๆๆๆๆ” เสียงพูดของมันแหลมสูงและดูวังเวง ทำให้ขนในกายถึงกับลุกขึ้นมาทันใด หนึ่งในกองทัพมัมมี่พูดขึ้น ลักษณะของมันดูแล้วเหมือนมัมมี่ปกติ แต่ที่แปลกเห็นจะมีคทาอยู่ในมือของมัน หัวลูกแก้วบนคทาสีเขียวมรกต

‘สงสัยเจ้านั่นต้องเป็นหัวหน้าแน่ๆ’ คำสิงห์รำพึงกับตัวเองในใจ พร้อมทั้งใช้มือลูบปลายคางอย่างใช้ความคิด

“พ่อจะยิงให้ไส้แตกเลย ให้มันรู้ไปว่ามันจะไม่ตายใหม่ ตายแล้วก็ยังตายได้อีกเว้ย ถ้าลูกกระสุนหมดก็ใส่ใหม่ได้โว้ย” คำสิงห์พูดออกมาด้วยเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว





ทางด้านคารอสเมื่อรู้สึกว่ามีสายน้ำลอยอยู่รอบตัว แต่อุณหภูมิของมันเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เปลือกตาจึงค่อยๆ เลื่อนขึ้นเผยให้เห็นดวงตาสีเขียวมรกต กับน้ำสีน้ำเงินที่กำลังร้อนขึ้น ไวกว่าความคิดมือซ้ายวาดเป็นรูปดาวห้าแฉก แสงสีม่วงอ่อนปรากฏขึ้นเป็นรูปดาวห้าแฉกก่อนส่องแสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ ตามที่คารอสวาด พร้อมกับที่ไฟร์ฟินิกส์ปรากฏอยู่ในมือของคารอสทันที

“ข้าแต่เทพแห่งอัคคี เจ้าแห่งไฟขอจงมอบพลังให้แก่ข้า โปรดประทานเพลิงโลกันตร์ให้แก่ข้า” คารอสเริ่มร่ายคาถาทันที ไฟสีน้ำเงินปนส้มปรากฏขึ้นภายในหัวลูกแก้วบนคทาของคารอสทันที

“ไฟร์วอลล์” กำแพงไฟสีน้ำเงินปรากฏขึ้นล้อมรอบตัวคารอสทันที เพื่อเป็นเกราะป้องกันให้คารอส

“หึๆๆๆๆ ใช้ได้นี่เจ้า” พญาอินทรีย์พาทูคาเมนพูดขึ้นอย่างถูกใจในพลังของไฟในตัวคารอส พญาอินทรีย์พาทูคาเมนกระพือปีกอันใหญ่โตของมันทันที ทำให้เกิดพายุลูกไฟสีส้มพุ่งตรงมาใส่คารอสเต็มๆ

“ซุปเปอร์ไฟร์” ลูกไฟสีน้ำเงินปนส้มพุ่งเข้าใส่พญาอินทรีย์พาทูคาเมนทันที จากลูกไฟเล็กๆ ขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสัตว์อสูรหลบลูกไฟไม่พ้น มันจึงอ้าปากปรากฏเป็นแสงวงกลมเล็กๆ สีส้มและเริ่มขยายขนาดเมื่อรวบรวมพลังได้มากพอ จึงปล่อยใส่คารอส

แต่ไม่ทันที่ลำแสงสีส้มจะมาถึงตัวคารอสก็ปรากฏกำแพงไฟสีน้ำเงินปนส้มของคารอสเข้ามาขวางไว้ทันที

“กริซ กริซ กริซ” พญาอินทรีย์พาทูคาเมนส่งเสียงคำรามกึกก้องสนั่นหวั่นไหวอย่างไม่พอใจที่คารอสรอดพ้นจากลูกไฟของตนไปได้ เสียงคำรามนั้นทำให้ถ้ำถึงกับสั่นสะเทือนขึ้นมาโดยพลัน

“ดาบวิญญาณแห่งเปลวเพลิง” ดาบคู่เล่มใหญ่ ใบมีดกว้างและหนา ใบดาบสีแดงเข้ม แต่ใบดาบนั้นใส และเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ภายในใบดาบแลดูสวยงาม ด้ามดาบเป็นสีเงิน สลักลวดลายเข้มแข็ง ปรากฏอยู่ในมือของคารอส



“ย้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”

เสียงที่ร้องออกมาจนดังสนั่นเพื่อเรียกกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดให้ออกมา พร้อมกับวิ่งเข้าไปหาสัตว์อสูรตรงหน้าทันที

“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก” พญาอินทรีย์พาทูคาเมนพูดจบก็กระโดดขึ้นพร้อมๆ กับอุ้งมือปรากฏเป็นจักรไฟขนาดใหญ่ มันหมุนเป็นวงกลมและเพิ่มขนาดเร็วขึ้น จนเกิดกระแสไฟฟ้าลั่นอยู่ข้างในและพุ่งตรงเข้าใส่คารอส ณ เวลานั้น

“พรึบ พรึบ พรึบ”

คารอสยกดาบคู่ขึ้นฟันจักรไฟที่พุ่งมาใส่ตนจากทุกทิศทาง แต่ไม่ว่าจะฟันยังไงก็ยังฟันไม่ทันความเร็วของจักรไฟ ตามตัวปรากฏเป็นบาดแผลทั่วทั้งตัวเลือดที่ไหลออกมาสร้างความเจ็บปวดให้ไม่น้อย อีกไม่นานบาดแผลพวกนี้จะทำให้อ่อนเพลียเพราะเสียเลือด และสิ่งที่กัลป์มาทอริกซ์เอ่ยก็ปรากฏขึ้นในสมองของคารอส การใช้จิต

“นี่เจ้าถอดใจยอมแพ้แล้วหรือ ถึงได้หลับตารอความตายอยู่ตรงนั้น ได้ข้าจะช่วยสงเคราะห์เจ้าเอง” สัตว์อสูรที่เห็นคารอสยืนหลับตาอยู่ ก็คิดว่าเด็กหนุ่มถอดใจยอมแพ้จึงขว้างจักรไฟใส่คารอสทันที

‘ตั้งสมาธิใช้การเคลื่อนไหวโดยใช้จิต’ คารอสรำพึงกับตัวเองในใจ

“เคร้ง เคร้ง เคร้ง”

“บรึมมมมมมมมมมม” คราวนี้กลับกลายเป็นว่าคารอสฟันจักรไฟได้ทันทุกครั้ง ตามมาด้วยเสียระเบิดของจักรไฟ

“เจ้าบังอาจทำลายอาวุธของข้า” สัตว์อสูรที่กำลังโกรธจัดพูดด้วยเสียงดังกึกก้อง พร้อมกับไอสังหารที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรง

“ท่านเอาจริงแล้วเหรอ” คารอสที่เห็นฝ่ายตรงข้ามเริ่มเอาจริง จริงเริ่มเอาจริงด้วยเช่นกัน

“ผ่าอัคคี” ดาบเล่มใหญ่พร้อมกับไฟที่ปรากฏขึ้นแทนด้ามดาบนั้นมีความร้อนแรงดังเพลิงโลกันตร์ได้ปรากฏเข้ามาในมือของสัตว์อสูร

ทั้งสองพุ่งเข้าหากันทันทีน้ำที่เดือดอยู่ข้างล่างไม่เป็นอุปสรรคแม้แต่น้อย กำแพงไฟรอบตัวคารอสเป็นเกราะป้องกันชั้นดีอยู่แล้ว ส่วนสัตว์อสูรปีกที่อยู่ที่หลังของมันทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมเช่นกัน ทั้งคู่พุ่งเข้าหากันอย่างไม่ลดละ ฝ่ายหนึ่งรุกฝ่ายหนึ่งรับ

“เคร้ง เคร้ง เคร้ง ปึก” คารอสรับดาบของพญาอินทรีย์พาทูคาเมนได้ด้วยการใช้จิตเคลื่อนที่ และใช้เท้าถีบท้องน้อยของสัตว์อสูรเต็มแรงจนกระเด็นไปจนถึงผนังถ้ำอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว ขณะที่คารอสกำลังได้เปรียบนั้น



ได้มีไข่ใบใหญ่สีแดงเหมือนสีเลือดปรากฏขึ้นตรงหน้าของคารอส ไข่ใบนั้นลอยเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของคารอสแบบไม่ขาดฝัน ทันทีที่ไข่เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของคารอสความอบอุ่นก็แผ่ไปทั่วทั้งร่างกายของชายหนุ่ม ความรู้สึกที่ผูกพันตั้งแต่ที่ไข่เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดนั้นเป็นเสมือนสายใยบางๆ ที่ร้อยกันเป็นเส้นแสงสีทองจนพญาอินทรีย์พาทูคาเมนถึงกับตกตะลึง ยอมยกไข่ที่เป็นของรักของหวงให้คารอสทันที เพียงชั่วครู่สติของคารอสพลันดับวูบลง

“เจ้าจงดูแลไข่ฟองนี้ไว้ให้ดี วันข้างหน้ามันจะอยู่สู้เคียงข้างกับเจ้า” คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของคารอส พร้อมกับที่ร่างกายของคารอสปรากฏขึ้นภายในห้องนอนของหัวหน้าชั้นปีพร้อมกับไข่ฟองนั้น คารอสนอนกอดไข่ฟองใหญ่สีแดงดั่งเลือดไว้ตลอดทั้งคืน





“เจ้ากำแหงคิดกับข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ เจ้ามนุษย์สามหาว” สุรเสียงที่เปล่งออกมาดังกึกก้องซ่อนความโกรธไว้ไม่มิด สัตว์อสูรรูปร่างคล้ายเงือกโกรธแค้นเด็กหนุ่มตรงหน้ายิ่งนัก

“คัมเดอวา คัมฟอมู อินฟอเรน” สัตว์อสูรร่ายเวททันที พายุเริ่มก่อเค้าขึ้นฉับพรัน ปรากฎเสียงฟ้าร้องและฟ้าผ่าดังกึกก้อง จนฝูงทหารสัตว์อสูรเริ่มกลัวจนลนลาน สายฝนกระหน่ำลงมาอย่างแรงดั่งเทพเจ้าพิโรธก็ไม่ปาน ตามมหาสมุทรเกิดคลื่นน้อยใหญ่พัดกระหน่ำดั่งว่าจะเกิดพายุ

“เอโดร่า อีมาโด้ คัมฟอมวอ คารามิน อินวอเตอร์” แทนคำกล่าวเอคัสร่ายเวทเสียงดังกึกก้องทันที ปรากฏเป็นสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น จากหยดน้ำหยุดนิ่งเริ่มการสภาพเป็นน้ำแข็งด้วยอุณภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และพุ่งตรงใส่สัตว์อสูรตรงหน้า

ดวงตาของสัตว์อสูรเบิกกว้างพลางยกแขนขวาข้างที่ถือหอกเล่มใหญ่ขึ้น วาดแขนเพียงเล็กน้อยเหล่าทหารสัตว์อสูรที่โชคร้าย ต่างลอยเข้าไปรับเคราะห์แทนเจ้าแห่งมหาสมุทรทันที สัตว์อสูรได้แต่ลอยเข้าไปรับหยดฝนที่กลายสภาพเป็นน้ำแข็งแทนเจ้านายอย่างน่าเวทนายิ่งนัก

“หึๆๆๆๆๆๆ” แค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอกเจ้าไม่เห็นหรอกหรือ

ด้วยความลำพองใจของสัตว์อสูรที่ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าเอคัสนั้นใช้จิตเคลื่อนไหวในตอนนี้ไปแล้ว การซ่อนไอสังหารของเอคัสนั้นช่างแนบเนียนยิ่งนัก การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วจนสายตามองไม่ทัน กลายเป็นเอคัสยืนหลับตาอยู่เฉยๆ นั้นยิ่งทำให้สัตว์อสูรลำพองตัวมากขึ้น

“ข้าจะทำให้เจ้าตายอย่างไม่ทร...โอ๊ยยยยยยยยยยย” คำพูดที่ยังไม่จบประโยคพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนเนื่องจากเอคัสร่ายเวททำให้น้ำในมหาสมุทรบางส่วนกลายเป็นผลึกน้ำแข็งแล้วพุ่งตรงเข้าใส่สัตว์อสูรทันที เลือดที่ไหลออกมามีสีเขียวเข้มไหลออกมาไม่ยอมหยุดเพราะเกิดจากบาดแผลเวท



“เอโดร่า อีมาโด้ คัมฟอวอลล์ คารามิน อินวอเตอร์ โบราโด้” เอคัสร่างเวทกางเขตอาคมทันที เสียงร่ายเวทนั้นดังสนั่นหวั่นไหว สัตว์อสูรถูกกักขังอยู่ในเขตอาคมเรียบร้อย

“เจ้า” พูดได้เพียงเท่านั้นร่างกายของมันก็ระเบิดโดยตรง เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังไฟโลกันตร์ก็ไม่ปานที่ทำให้ร่างของสัตว์อสูรระเบิดออกมา สัตว์น้ำหรือจะทนความร้อนได้ เป็นไปอย่างที่เอคัสคิดไม่มีผิด

‘กลับไปจะขอบคุณคารอสที่ช่วยสอนเวทนี้ให้’ เด็กหนุ่มรำพึงกับตัวเองเบาๆ

ทันทีที่สายตาเหลือบไปเห็นไข่สีฟ้าอมเขียวสดใสลอยอยู่ในเขตอาคมจึงสลายเขตอาคมทันที ไข่ใบนั้นลอยเข้ามาอยู่อ้อมกอดของเอคัสความอบอุ่นก็แผ่ไปทั่วทั้งร่างกายของเด็กหนุ่มโดยความรู้สึกที่ผูกพันตั้งแต่ที่ไข่เข้ามาอยู่ในอ้อมกอดนั้นเป็นเสมือนสายใยบางๆ ที่ร้อยกันเป็นเส้นแสงสีทอง เพียงชั่วครู่สติของเอคัสพลันดับวูบลง

“เจ้าจงดูแลไข่ฟองนี้ไว้ให้ดี วันข้างหน้ามันจะจงรักภักดีกับเจ้า” คำพูดนั้นล่องลอยมาตามสายลมดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเอคัส พร้อมกับที่ร่างกายของเอคัสปรากฏขึ้นภายในห้องนอนของหัวหน้าชั้นปีพร้อมกับไข่ฟองนั้น เอคัสนอนกอดไข่ฟองใหญ่สีฟ้าอมเขียวสดใสไว้ตลอดทั้งคืน

“ข้าแต่เทพเจ้าแห่งวายุ ข้าคารีเฟียร์ เฟอร์เทียร์ ผู้ควบคุมพลังเวทธาตุลมขอพลังจากท่าน ขอท่านได้โปรดประทานพลังให้กับข้าด้วยเถิด” ทันทีที่คารีเฟียร์ร่ายเวทจบก็บังเกิดพายุพัดโอบล้อมรอบตัวของคารีเฟียร์ทันที

ชายชุดดำเริ่มตระหนักได้ถึงความโกรธของผู้หญิงขึ้นมา ความโกรธแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยที่น่ากลัวกับเรี่ยวแรงที่เพิ่มขึ้นนั้นทำให้ชายชุดดำเริ่มเอาจริงขึ้นมาเช่นกัน

“เจ้าตายแน่ แม่จะแทงให้พรุนไปทั้งตัวเลย ให้มันรู้กันไปว่าคนอย่างคารีเฟียร์ซะอย่าง ไม่ตายไม่เลิกเว้ย” คำพูดอวดศักดาของสาวน้อยนั้นดูหาเรื่องไม่ใช่น้อย

“พึบ พึบ พึบ” ดาวกระจายอาวุธลับของนินจาถูกส่งให้สาวน้อยตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

“เคร้ง เคร้ง เคร้ง” คารีเฟียร์ใช้สายลมสังหารปัดดาวกระจายออกไปอย่างง่ายด้วย

“เคร้ง เคร้ง เคร้ง ตูบ” คารีเฟียร์ใช้สายลมสังหารฟาดใส่ศัตรูอย่างไม่ลดละ ทางชายชุดดำได้แต่ยกดาบซามูไรกันอย่างเดียว จึงโดนลูกถีบที่ความแรงไม่สมกับตัวของคารีเฟียร์เข้าไปเต็มๆ

คารีเฟียร์จัดการส่งมีดสั้นใส่ชายชุดดำไปทีเดียวหกเล่มเป็นของแถมให้เล่นๆ ที่กล้าทำให้เธอเสียอารมณ์ พร้อมกับร่ายเวทเพิ่มความเร็วของมีดสั้นทันที ชายชุดดำยกดาบซามูไรฟันแต่ผลเป็นว่าไม่ว่าจะฟันเมื่อไหร่ มีดสั้นก็จะหันทิศมาทางตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คารีเฟียร์ที่ยืนมองดูด้วยความสนุกแบบสะใจสุดๆ จึงหยุดการเคลื่อนไหวของมีดสั้นนั้น พร้อมกับคทาที่ตอนนี้ลอยมาอยู่ในมือของคารีเฟียร์เรียบร้อยแล้ว

“จะกวนตีนกัน กวนให้มันถูกคนหน่อยพี่ชาย” สาวน้อยพูดพร้อมทั้งยักคิ้วให้เป็นการกวนกลับไป

“มาดวลกันตัวตัว ไม่ใช้เวทมนต์ ถ้าเจ้าชนะข้าจะให้ไข่ใบนี้กับเจ้า” ชายชุดดำพูดพร้อมทั้งชูไข่สีขาวขุ่นใบใหญ่ให้คารีเฟียร์ดูทันที

“ตกลง” คารีเฟียร์ที่ตอบตกลงทันที เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาร่ายเวทเป็น นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีเลยทีเดียว



“เคร้ง เคร้ง เคร้ง” เสียงดาบที่ฟันใส่กันทั้งรุกทั้งรับนั้นไม่ได้ทำให้คารีเฟียร์รู้สึกดีขึ้นมาเท่าไหร่นัก

“อย่ามัวแต่เล่นอยู่เลย สู้กันจริงๆ ซะที ข้าขี้เกียจจะเล่นด้วยแล้วนะ” คารีเฟียร์ที่เริ่มรู้สึกเบื่อพูดขึ้นแบบไม่อ้อมแม้แต่น้อย

“ได้...เจอนี่หน่อยเป็นไง วิชาก้นหีบของนินจาเรา” พูดจบชายชุดดำก็กระโดดถอยห่างออกมา

ชายชุดดำยืนตัวตรงมือทั้งสองข้างไขว้ไว้ด้วยกัน พร้อมกับร่างที่เริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนยืนเป็นวงกลมล้อมคารีเฟียร์ไว้ทุกด้าน โดยมีคารีเฟียร์ยืนอยู่ตรงกลาง ปลายดาบซามูไรทุกด้ามเริ่มชี้มาทางเธอ

“ตายแน่คารีเฟียร์เอ้ย” หญิงสาวบ่นกับตัวเองเบาๆ

ดาบซามูไรทั้งสิบเล่มฟันใส่คารีเฟียร์พร้อมกัน สาวน้อยยกสายลมสังหารขึ้นกันแต่ก็กันได้ไม่หมด แน่นอนว่าเกิดบาดแผลตามตัวของคารีเฟียร์ทันที หญิงสาวตระหนักดีว่าไม่ทำให้ถึงตายแต่ก็ทำให้เรี่ยวแรงลดลงไปแน่นอน ช่วงเวลานี้คารีเฟียร์คิดถึงใบหน้าของเอคัสกับผมสีเงิน ดวงตาสีฟ้าเย็นชาคู่นั้น

‘นายจะรู้บ้างไหมว่าฉันอยู่ตรงนี้’ คารีเฟียร์คิดถึงเอคัสในใจ

สาวน้อยหลับตาลงพร้อมกับตั้งสมาธิเพื่อการเคลื่อนไหวด้วยจิต และการเคลื่อนไหวชนิดนี้ต้องปกปิดไอสังหารด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิการในการจู่โจม

“ถอดใจแล้วเหรอน้องสาว ไม่เป็นไรมาอยู่กับพี่มา” ชายชุดดำที่คิดว่าคารีเฟียร์ยอมแพ้แล้ว เพราะสาวน้อยตรงหน้าหลับตาลง และไอสังหารก็สลายหายไปสิ้นแต่ถ้าหากชายชุดดำล่วงรู้ว่าคารีเฟียร์กำลังจะทำอะไรละก็คงไม่พูดจายียวนกวนประสาทแบบนี้แน่

“ฉึก” คารีเฟียร์ใช้สายลมสังหารฟันใส่แขนของชายชุดดำทันที เรียกเลือดออกมาได้ ชายชุดดำที่เริ่มตั้งสติได้จึงลงมือใช้ดาบฟันคารีเฟียร์ต่อ

คราวนี้ความเร็วของคารีเฟียร์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเร็วที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตา ความรุนแรงในการลงดาบแต่ละครั้ง กับไอสังหารที่หายไปทำให้จับการเคลื่อนไหวของคารีเฟียร์ไม่ได้

“เป็นอะไรไปพี่ชาย มามะมายอมแพ้ซะดีๆ” คารีเฟียร์ไม่พูดเปล่ายังยกมือขึ้นข้างหนึ่งเพื่อกวักมือเรียกชายชุดดำ

“เคร้ง เคร้ง เคร้ง” เสียงการรับดาบนั้นดังอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถนับได้ ความเร็วนั้นทำให้ชายชุดดำเริ่มถอดใจยอมแพ้ พร้อมๆกับกำลังที่กำลังลดถอยลงเรื่อยๆ

และแล้วปลายดาบของสายลมสังหารก็จ่ออยู่ที่คอของชายชุดดำทันที

“หึๆๆๆๆๆ ข้าแพ้เจ้าแล้วรึเนี่ย”

“ไข่ใบนี้จงดูแลมันให้ดี แล้วมันจะตอบแทนเจ้าด้วยชีวิตของมัน” ชายชุดดำพูดพร้อมทั้งยื่นไข่สีขาวขุ่นใบใหญ่ให้คารีเฟียร์ ทันทีที่รับไข่มาไว้ในอ้อมกอดสายใยเส้นสีทองบางๆ ก็ถักทอขึ้นล้อมรอบคารีเฟียร์ทันที พร้อมกับสติที่ดับวูบลง
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   10/5/2007, 9:21 am

ความฝันกับสัตว์อสูร (2)

“เจ้ากล้าปากกล้าขนาดนี้เชียวรึ แล้วเจ้าจะได้พบกับจูบสะกดวิญญาณ” เสียงของมัมมี่หัวหน้าฝูงที่ฟังแล้วชวนขนลุกนั้นช่างบาดลึกไปถึงใจของคำสิงห์ยิ่งนัก

“มาเลย ข้าของเป็นสาวๆ สวยๆ นะ ข้าไม่พิสมัยผู้ชายเช่นเจ้าเท่าใดนัก เดี๋ยวพ่อจะจับทำเมียมันตรงนี้เลย” คำพูดที่ดูแล้วไม่เกรงกลัวนั้นช่างต่างกับความรู้สึกในตอนนี้ของคำสิงห์ที่หวาดกลัวฝูงกองทัพผีดิบอย่างมาก

“ปากดีไปเถอะเจ้า เจ้าคงไม่รู้ว่าจูบสะกดวิญญาณเป็นอย่างไร ข้าจะบอกเจ้าให้” มันพูดเพียงเท่านั้นก็หยุดพูดทันทีเพื่อรอดูปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มตรงหน้า

“เจ้าจะไม่เจ็บปวดเลย และเจ้าจะต้องมาเป็นทาสรับใช้ของข้าตลอดกาล” ยิ่งพูดความกล้าของคำสิงห์ก็ยิ่งลดน้อยลงไปทุกที หากแต่ก็ยังปากกล้าตอบไป

“ทาสรับใช้เหรอ ฝันไปเถอะ พ่อจะยิงถล่มด้วย m16 ให้มันรู้แล้วรู้ลอดกันไปเลย” พูดจบคำสิงห์จึงสะบัดมือปืน m16 ก็ปรากฏอยู่ในมือทันที

“จัดการมันให้ได้” เสียงของมัมมี่ตัวนั้นตวาดก้องออกมาทันทีด้วยความโกรธ



“โหวยยยยยยยยยย ไม่อาวววววววววววววว”

คำพูดนี้จะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากชายลูกครึ่งเอเชียนามว่าคำสิงห์ผู้ที่ริอาจลิ้มลองความรู้สึกจูบสะกดวิญญาณ เสียงที่ตะโกนออกมานั้นบอกถึงความต้องการอย่างท่องแท้ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะชายหนุ่มเป็นโรคกลัวผีอยู่แล้ว แถมตอนนี้ยังต้องมาเจอกับฝูงกองทัพผีดิบทั้งฝูงอีกเป็นใครจะไม่กลัวบ้างล่ะ

‘เอาว่ะเป็นไงเป็นกัน คราวนี้ถ้ารอดไปได้จะรีบหาเมียแล้วผลิตลูกให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย มีลูกตอนนี้ดีกว่าไม่มีลูกไม่มีหลานหล่อๆ อย่าข้า’ ความคิดที่ดูยังไงก็เข้าข้างตัวเองนั้นเรียกกำลังใจที่หดหายไปให้คืนมาได้อย่างรวดเร็ว



กองทัพมัมมี่ค่อยๆขยับกายเข้ามาปืน m16 ความยาว 39 นิ้ว น้ำหนัก 6.5 ปอนด์ ซองกระสุนมี 2 อย่าง คือ 20 นัด กับ 30 นัด ยิงไกลสุด 3600 เมตร ยิงเป็นจุด 550 เมตร เป็นพื้นที่ 800 เมตร มีเกลียว 6 เกลียว เกลียวจะหมุนไปทางขวา ถูกนำมาใช้งานทันทีที่กองทัพผีดับเริ่มขยับเข้ามาใกล้

“ปัง ปัง ปัง”

เสียงปืนดังตามมาสามนัดติด โดยที่คำสิงห์ได้ร่ายเวทเพิ่มพลังในการทำลายไปแล้ว แต่มัมมี่พวกนี้นอกจากจะไม่เป็นอะไรแล้ว ยังคงเดินมาเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า ทำให้คำสิงห์ยังพอมีเวลาคิดหาทางหนีต่อไป เมื่อเห็นว่าปืน m16 ใช้ไม่ได้ผลจึงเปลี่ยนมาใช้ m203 อาวุธคู่ใจแทน m203 เป็นปืนยิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. เป็นปืนยิงลูกระเบิดวิถีโค้ง ยิงไกลสุด 400 เมตร หวังผล 300 เมตร ความยาวลำกล้อง 12 นิ้ว มีเกลียว 6 เกลียว (ลูกปืนจะหมุนรอบเกลียวก่อนออกจากลำกล้อง) เกลียวจะหมุนไปทางขวา น้ำหนักยังไม่บรรจุ 30 ปอน์ด บรรจุแล้ว 35 ปอน์ด เป็นเครื่องยิงระเบิดที่ติดกับ m16 สามารถยิงได้ทั้ง m16 และลูกระเบิด



“บรึม...”

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นทันทีที่ m203 ปรากฏในมือชายหนุ่ม อาวุธคู่กายสำแดงฤทธิ์เดชทันที กองทัพมัมมี่แหลกสลายไปในพริบตา หากแต่จะเหลือก็ยังเหลืออยู่ไม่มาก เพราะตอนยิงนั้นคำสิงห์ได้ร่ายเวทคาถาศักดิ์สิทธิ์เพิ่มเข้าไปด้วย

“จูจู๊บ...” คำสิงห์ให้ปากหนาจูบอาวุธคู่กายของตนด้วยความรักทันที ที่สามารถทำลายมัมมี่ได้

“ไม่เสียแรงที่เรียกแกเป็นอาวุธประจำตัว ถ้าแกเป็นผู้หญิงจะขอแต่งงานเลย” ปากก็ยังคงพูดชมอาวุธของตนอย่างภาคภูมิใจ

‘อาวุธอะไรทำไมมันรุนแรงอย่างนี้ ยังไงต้องให้มันมาเป็นทาสรับใช้ข้าให้ได้’ เสียงรำพึงในใจของมัมมี่หัวหน้าฝูงนั้นต้องการที่จะให้เด็กหนุ่มตรงหน้ามาเป็นทาสรับใช้มันให้ได้

“พวกเจ้าจงใช้จูบสะกดวิญญาณมันให้ได้ ข้าอยากได้มันมาเป็นทาสรับใช้ข้าเช่นพวกเจ้า” คำสั่งการที่ทำให้บรรดามัมมี่ทั้งหลายเตรียมปลงตกกับการตายครั้งที่สองนั้น ฝูงมัมมี่ต่างก้าวเข้ามาช้าๆ

“บรึม บรึม บรึม”

เสียงระเบิดดังติดต่อกันสามครั้ง ท้องฟ้าเบื้องบนแทบถล่มลงมาเสียให้ได้ แรงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก่อให้เกิดหลุมทรายขนาดมหึมาสามหลุมตามจำนวนการยิงออกไปของกระสุนระเบิด เมื่อเห็นว่าไม่มีใครทำอะไรได้ หัวหน้ามัมมี่จึงร่ายเวททันที หัวลูกแก้วสีเขียวบนหัวคทาเริ่มเปล่งแสงแสดงถึงพลังอำนาจ

“ไม่ได้แอ้มหรอก” คำสิงห์ไม่พูดเปล่ายังสะบัดมือหนึ่งทีปืนในมือหายไปทันที

“เสียงกระซิบแห่งรัตติกาล” คทาไม้เนื้ออ่อนสีขาว หัวคทาเป็นลูกแก้วสีดำสนิท ด้ามไม้สลักด้วยตัวอักษรของพราย ปรากฏอยู่ในมือของผู้เป็นเจ้าของ

“เอิธวอลล์” ม่านกำแพงสีดำทมิฬปรากฏขึ้นล้อมรอบตัวของคำสิงห์ทันที พอดีกับที่มัมมี่ตนนั้นร่ายเวทเสร็จทันที แต่คาถาที่ร่ายนั้นเป็นมนต์ดำเก่าแก่ของอียิปต์โบราณจึงทำให้กำแพงเวทของคำสิงห์เกิดรอยร้าว

‘โอ้ย! ทำไงดีเนี่ยกำแพงเวทต้านจะไม่ไหวแล้ว’

‘สงสัยจุดไฟเผามันซะเลยจะดีกว่า ซากเก่าๆ อย่างนั้นด้วย’ คิดได้ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงร่ายเวททันที

“ไฟร์”

“บรึม”

ลูกไฟลูกเล็กๆ นับสิบลูกพุ่งออกไปหามัมมี่พร้อมกับปืน m203 ที่บรรจุลูกระเบิดไว้พร้อมแล้ว เกิดแรงระเบิดมหาศาลจนฉีกร่างของมัมมี่สลายไปทันที

‘เรารึก็พลังเวทธาตุดิน พอจะใช้เวทธาตุไฟมันก็เหนื่อยจริง’ คำสิงห์ที่คิดรำพึงกับตัวเองกำลังยืนดูผลงานของตนด้วยภูมิใจ

‘แล้วเราจะกลับยังไงเนี่ย’ เด็กหนุ่มคิดพร้อมทั้งมองไปข้างหน้า



แสงสว่างจ้าปรากฏขึ้นตรงหน้าชายหนุ่มพร้อมกับไข่สีน้ำตาลใบใหญ่ฟองหนึ่งลอยเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของคำสิงห์ ความอบอุ่นจากไข่แผ่ไปถึงคำสิงห์ด้วยสายใยบางๆ ที่ถักทองเป็นแสงสีทองสดใส

“เจ้าจงดูแลไข่ฟองนี้ให้ดี แล้วมันจะคอยช่วยเหลือเจ้าทุกที่” เสียงที่เป็นดั่งเสียงกระซิบลอยเข้ามาในโสตประสาท พร้อมกับสติที่ดับลงร่างกายตกลงสู่เตียงนุ่มขนาดใหญ่ในห้องนอนของหัวหน้าชั้นปี



เช้าวันรุ่งขึ้นมาเยือนแสงแดดสาดแสงเข้ามาในห้องเป็นเหตุให้เปลือกตาของคนทั้งสามค่อยๆ เปิดขึ้น ในขณะที่คารอส เอคัส และคำสิงห์กำลังคิดถึงความฝันเมื่อคืนกับไข่ที่มาปรากฏอยู่ในอ้อมกอดของตนในขณะนี้ต่างวิ่งไปหากันทางประตูเชื่อมห้องของหัวหน้าชั้นปี พร้อมกับนำไข่ของตนไปด้วย เพื่อนำไปให้เพื่อนๆ ได้ดูและบอกเล่าเรื่องราวของความฝันให้ฟัง และขณะที่ทั้งสามวิ่งไปตรงทางเชื่อม

“เฮ้ย! พวกนายมีไข่เหมือนฉันเลย” เสียงของคารอสที่ทักมาแต่ไกลนั้นสร้างความสงสัยให้กับคนทั้งสามทันที

“เราไปดูคารีเฟียร์กันก่อนดีกว่า” เสียงของเอคัสนั้นดูกังวลกว่าทุกครั้ง แต่ใบหน้าก็ยังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม

“ปัง ปัง ปัง” เสียงเคาะประตูรัวเร็วชนิดที่คนที่อยู่ข้างในห้องต้องเปิดประตูให้แต่กลับกลายเป็นความเงียบที่ตอบกลับมา

“พวกนายรอฉันก่อนนะเดี๋ยวฉันไปหยิบเครื่องมือมาใช้ปลุกสาวน้อยขี้เซาคนนี้ก่อน” คารอสพูดจบก็วิ่งจากไปทันที และไม่ลืมฝากไข่ของตนไว้กับเอคัสด้วย

“นายจะใช้พวกนี้ปลุกคารีเฟียร์เลยรึ” คำถามจากคำสิงห์นั้นได้รับการยืนยันด้วยการพยักหน้าหนึ่งครั้งจากชายหนุ่มนามคารอสทันที



ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้องคารอสต้องตกตะลึงเนื่องจากวันนี้เป็นวันที่คารอสต้องปลุกคารีเฟียร์ แต่เมื่อคารอสเปิดประตูเข้าไปในห้องก็เห็นคารีเฟียร์กำลังแต่งตัวอยู่ในห้อง และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทั้งหอพักตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เพราะเสียงตะโกนที่กึกก้องของคารอส

“เฮ้ย! ผีหลอกแล้วไง วันนี้คารีเฟียร์ตื่นเช้า เธอไม่สบายหรือเปล่า หรือว่าหิวข้าว” เสียงของคารอสดังออกมาจากห้องของคารีเฟียร์ จนชายหนุ่มทั้งสองต้องวิ่งเข้ามาในห้องทันที

“จะบ้าเหรอนาย คนเค้าตื่นเช้าเป็นเหมือนกันนะ แล้วนี่นายถืออะไรเข้ามา มีทั้งฉาบ กลอง แล้วยังจะไมโครโฟน เครื่องขยายเสียงอีก” คารีเฟียร์พูดพร้อมทั้งมองสิ่งของที่อยู่ในกล่องกระดาษใบใหญ่ที่คารอสถือมา

“ก็จะเอามาปลุกเธอนั่นแหละ ถ้าไม่มีอะไรแล้วไปก่อนนะ จะรอข้างนอก” คารอสที่อุตสาห์เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือมาเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการปลุกสาวน้อยขี้เซา เป็นต้องหอบของกลับห้องไปอย่างน่าเสียดาย

ตอนนี้คารีเฟียร์เริ่มที่จะตื่นแต่เช้าแล้วเนื่องจากกัลป์มาทอริกซ์อาของคารีเฟียร์ได้ขู่ไว้ว่า ถ้านอนตื่นสายเมื่อไหร่จะบอกท่านพี่คาทีน่า และนั่นเป็นสาเหตุให้คารีเฟียร์ต้องตื่นแต่เช้า

‘เราก็อุตสาห์ดีใจที่จะได้นอนตื่นสายได้ ยังมีอามาคอยดูแลถึงที่โรงเรียนอีก’ หญิงสาวที่คิดว่าตนจะนอนตื่นสายจึงได้แต่ปลงตกทันที

ตอนนี้ทุกคนในหอพักต่างลงไปรับประทานอาหารเช้ากันแล้ว เว้นแต่หัวหน้าชั้นปีทั้งสี่เนื่องจากชายหนุ่มทั้งสามกำลังรอคารีเฟียร์อยู่ ซักพักคารีเฟียร์เดินออกมาจากห้องพร้อมทั้งหาวอีกฟอดใหญ่ และต่างคนต่างเล่าเรื่องความฝันและไข่ของตนให้ฟังทันที

“ฉันว่าเราเก็บเรื่องไข่ไว้ก่อนดีกว่า วันนี้พวกเราต้องไปพบรุ่นพี่อีกนะ” เอคัสที่เริ่มจะพูดมากขึ้นในวันนี้ออกความเห็น และทำให้ทุกคนต่างเดินลงไปทานอาหารเช้ากัน

“ว่าแต่วันนี้คารีเฟียร์ตื่นเช้าจังนะ” คารอสพูดอย่างเสียดายเครื่องมือที่จะนำมาใช้ปลุกสาวน้อยตรงหน้า

“พอเลยพวกนาย โดยเฉพาะนาย คารอสไอ้ของที่นายจะเอามาปลุกฉันนี่มันทำให้ฉันหูหนวก หรือเยื่อแก้วหูแตกได้เลยนะ” คารีเฟียร์พูดพร้อมทั้งตักอาหารเข้าปาก

กัลป์มาทอริกซ์เดินมาร่วมนั่งทานอาหารกับหลานสาวของตน และนั่นทำให้เพื่อนในหอพักร่วมถึงรุ่นพี่ชั้นปีอื่นๆ ต้องตะลึงตาค้าง เพราะสองอาหลานกำลังกินข้าวจานที่สาม จนจานที่สี่สองอาหลานถึงอิ่ม รวมไปถึงคารอสที่อิ่มในจานที่สี่เหมือนกัน และแล้วคนทั้งหอพักพีระมิดจัตุภาคก็เข้าใจแล้วว่าคารีเฟียร์ทำไมถึงได้กินเยอะนัก ในเมื่ออายังเป็นอย่างนี้

“วันนี้หลานต้องไปไหนหรือเปล่า” กัลป์มาทอริกซ์ถามหลานสาวสุดที่รัก

“ก็รุ่นพี่เรียกให้พบที่สนามหลังหอพักค่ะ แล้วอาจะต้องไปไหนหรือเปล่าค่ะ” คารีเฟียร์ถามอาด้วยเพราะต้องการให้อาไปดูการประชุมกับตน

“ก็จะกลับบ้านไปหาท่านพี่ จะฝากอะไรหรือไม่” กัลป์มาทอริกซ์พูดพร้อมทั้งมองหน้าหลานสาว

‘อยู่บ้านก็เรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ แต่พออยู่โรงเรียนกับเพื่อนนี่สิกลับกลายเป็นคนละคนเลย’ กัลป์มาทอริกซ์มองหน้าหลานสาวของตนอีกครั้ง

“ไม่มีค่ะ ฝากความคิดถึงด้วยนะค่ะ” คารีเฟียร์พูดจบก็เดินไปสนามหลังหอพักพีระมิดจัตุภาคพร้อมกับเพื่อนในหอพัก

เมื่อทุกคนมากันครบแล้วเวลเมอรอนก็ได้แบ่งให้แต่ละคนฝึกพละกำลัง โดยการวิ่งรอบสนามห้าสิบรอบ หลังจากทุกคนเริ่มออกวิ่งตอนแรกแรงก็ยังมีอยู่จนเข้ารอบที่สิบแต่ละคนต่างหอบไปตามๆ กัน แต่ก็หยุดไม่ได้เพราะรุ่นพี่คอยส่งลูกไฟร้อนๆ มาไล่หลังให้เสียวเล่นๆ พอวิ่งเสร็จทั้งหมดก็ได้พักห้านาที แล้วตามด้วยการฝึกใช้เวทมนต์ต่อ วันนี้ทั้งวันเป็นวันที่ทุกคนต้องการให้การฝึกจบลงโดยเร็วที่สุด และตารางฝึกซ้อมยังคงอยู่ทุกสัปดาห์จนถึงวันแข่งขัน เนื่องจากหอพักของเรายังขาดผู้ลงแข่งอีกหนึ่งคน

‘ก็จะให้ทำยังไงได้หล่ะ ก็หอพักของเรามันเป็นพวกสายเวทธรรมชาติก็ต้องมีน้อยกว่าหออื่นอยู่แล้ว’ นี่เป็นความคิดของทุกคนในหอพักพีระมิดจัตุภาค และนั่นก็เป็นสาเหตุให้การฝึกหฤโหดยังคงอยู่ต่อไป เมื่อทุกคนมาถึงห้องนอนก็พากันล้มตัวลงนอนทันที



ทุ่งดอกไม้กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาปรากฏแก่สายตาของทั้งสี่ คารอส, เอคัส, คารีเฟียร์ และคำสิงห์ไม่มีใครรู้ว่าทุกคนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง จนกระทั่งทุกคนเริ่มออกเดินทางไปตามเสียงที่มีน้ำตกกระทบลงมา เดินไปตามทางเรื่อยๆ ก็ปรากฏน้ำตกสูงใหญ่แก่สายตา น้ำสีน้ำเงินสดใสระยิบระยับยามต้องแสงอาทิตย์ บรรยายกาศร่มรื่นเย็นสบายจนกระทั่งภาพน้ำตกตรงหน้ากลับกลายเป็นปราสาทที่เก่าแก่ สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว ขนาดกว้างใหญ่ไพศารทั้งหมดกำลังตัดสินใจว่าจะเดินเข้าไปในปราสาทดีหรือไม่ แต่จู่ๆ ก็ปรากฏเป็นภาพสัตว์อสูรตัวใหญ่ส่วนหัวคล้ายหมาใน ช่วงคอลงมาเป็นตัวคนในมือถือหนังสือเล่มใหญ่ส่องแสงสีทองเจิดจ้า

“พวกเจ้าเป็นคนที่ข้าเลือกให้ดูแลสัตว์วิเศษของข้าทั้งสี่ตัว และพวกเจ้าต้องตามหาผู้ดูแลสัตว์วิเศษอีกหนึ่งคนให้พบ” สัตว์อสูรตัวนั้นพูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา แต่กลับดังกึกก้องและกังวานพาให้ขนในกายลุกขึ้นมาทันใด

“พวกเจ้าจงนำไข่ทั้งสี่ใบนี้ไปดูแลให้จงดี แล้วพวกเจ้าจะได้รับความช่วยเหลือจากสัตว์ที่อยู่ในไข่ทั้งสี่ใบ พวกมันจะเป็นเพื่อนคู่ทุกข์และสุขของเจ้า และตามหาผู้ดูแลไข่อีกหนึ่งใบให้พบ” สัตว์อสูรตนนั้นพูดจบก็เกิดประกายแสงสว่างรอบตัว แล้วหายไปต่อหน้าต่อตาของทั้งสี่



ทั้งสี่สะดุ้งตื่นพร้อมกับความรู้สึกที่มีอะไรอุ่นๆ และหนักอยู่บนมือทั้งสองข้าง ทั้งสี่ต่างวิ่งไปหากันที่ห้องนั่งเล่นของชั้นปีหนึ่ง

“พวกนายฝันเหมือนกันใช่ไหม แล้วใครเป็นผู้ดูแลสัตว์วิเศษที่อยู่ในไข่อีกหนึ่งใบนะ” คำถามของคารีเฟียร์นั้นต่างเป็นปริศนาให้คิดหนักทีเดียว

ไข่ของคารอสมีสีแดงเพลิง ไข่ของเอคัสมีสีฟ้าสดใส ไข่ของคารีเฟียร์มีสีขาวขุ่น และไข่ของคำสิงห์มีสีน้ำตาล ทั้งสี่มองไข่ที่อยู่ในมือของทั้งสี่และแสดงความคิดเห็นร่วมกันว่า ทำไมไข่ถึงมาอยู่กับตน หลังจากขบคิดกันอยู่พักใหญ่ทุกคนต่างลงความเห็นว่าควรนอนก่อนดีกว่าเพราะยังไงคิดไปก็คิดไม่ออกอยู่แล้ว

ในตอนเช้าไข่ของคารีเฟียร์เกิดปฏิกิริยาขึ้นตั้งแต่เช้า คารีเฟียร์ที่นอนกอดไข่อยู่ถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ด้วยเพราะไข่ที่เธอนอนกอดอยู่ทั้งคืนเกิดอาการสั่น และเปลือกไขเริ่มแตกออกจนสัตว์ที่อยู่ข้างในปรากฏออกมา ลูกสุนัขจิ้งจอกตัวสีเงินน่ารัก เพศผู้ลืมตาขึ้นมาก็เห็นคารีเฟียร์จึงนึกว่าเป็นแม่ กระโดดเข้าใส่คารีเฟียร์ทันที คารีเฟียร์ดีใจที่ได้สัตว์เลี้ยงเป็นสุนัขจิ้งจอกขนสีเงินเป็นประกาย ดวงตาสีม่วงสดใส กับหางทั้งสามชูขึ้นอย่างดีใจ

“น่าตาน่ารักแบบนี้ชื่ออะไรดีนะ ข้าชื่อคารีเฟียร์ ส่วนเจ้าก็ต้องชื่อเวียร์ ชื่อนี้เพราะดีนะ ตกลงชื่อเวียร์แล้วกัน” เจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยกระโดดโลดเต้นไปมาอย่างดีใจ

หญิงสาวพาเวียร์ไปอาบน้ำพร้อมกับเธอ ทางด้านเอคัสไข่สีฟ้าสดใสเกิดอาการสั่นน้อยๆ เป็นปฏิกิริยาเช่นเดียวกับไข่ของคารีเฟียร์ มังกรสีฟ้าตัวน้อยค่อยๆ คลานออกมาจากไข่ และมองหน้าเอคัสด้วยสายตากลมโตบ้องเบ๋ว ดวงตาสีเขียวมรกตสดใสเป็นประกาย อย่างต้องการความเห็นใจ และนั่นก็ได้ผลเกินคาดเมื่อเอคัสเรียกเจ้ามังกรน้อย รูปร่างของมันเป็นสีฟ้าสดใส และเป็นมังกรน้ำ

“ข้าว่าเจ้าน่าจะชื่อเคสนะ” ทันทีที่เจ้ามังกรน้อยได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเองก็กระโดดโหยงเหยง และบินไปรอบๆ เอคัสทันที

ไข่ของคารอสฟักออกมาเป็นมังกรไฟ รูปร่างหน้าต่างของมันดูแล้วน่ารักไม่แพ้กัน ดวงตาสีดำสดใส กับเกล็ดสีดำมันวาว ตรงกลางหลังมีหนามเล็กๆ ปรากฏขึ้นตรงกระดูกสันหลัง คารอสตั้งชื่อให้มันว่าทาม ส่วนไข่ของคำสิงห์ฟักออกมาเป็นอินทรีย์ อินทรีย์ขนสีน้ำตาลประกายทอง ดวงตาสีเงินสดใส ปีกทั้งสองข้างมีแสงสีทองสดใสเปล่งประกายออกมาเวลากางปีกบิน แน่นอนว่าตอนนี้มันก็ยังนอนหลับอยู่ คำสิงห์จึงตั้งชื่อให้มันว่าสรีป และเริ่มคิดว่ามันควรจะไปอยู่ที่คารีเฟียร์มากกว่า เพราะนอนขี้เซาแบบนี้เหมือนกันไม่มีผิด



ทั้งสี่นำสัตว์ที่ฟักออกมาเป็นตัวให้ทุกคนได้เห็นกัน ทันทีที่เจ้าสัตว์ทั้งสี่เห็นกันต่างวิ่งเล่นไล่กันทันที ทั้งสี่ต่างมองดูสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวอย่างสนใจในความสามารถของมัน รวมทั้งแนะนำชื่อของพวกมันให้ด้วย อยู่อีกเจ้าส่วนเจ้าเวียร์สุนัขจิ้งจอกของคารีเฟียร์นั้น วิ่งขึ้นไปบนตัวของคารอสแต่เล็บของมันดันไปข่วนโดนคารอสเข้า



“คารีเฟียร์ เจ้าเวียร์ของเธอมันข่วนฉัน” คารอสบอกคารีเฟียร์ทันที

คารีเฟียร์จึงเดินไปอุ้มเจ้าเวียร์มา และตัดเล็บให้มันเหลือไว้แต่เล็บที่นิ้วก้อยอย่างละข้างเท่านั้น แถมยังตไบเล็บให้มันอีก ทั้งสามดูแล้วนึกสงสารเจ้าเวียร์ขึ้นมาจับใจ ไม่รู้คารีเฟียร์รู้บ้างหรือเปล่าว่าถ้าสุนัขจิ้งจอกไม่มีเล็บ ก็เหมือนสุนัขธรรมดานั่นแหละ ส่วนเจ้าเวียร์หลังจากถูกตัดเล็บจนเหลือแต่นิ้วก้อยอย่างละข้าง มันก็มองหน้าคารีเฟียร์แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการประท้วงอะไร

“ฉันว่าน่ารักนะเวียร์” เท่านั้นแหละเจ้าเวียร์ก็กระโดดโลดเต้นไปรอบๆ ตัวคารีเฟียร์ แล้วก็มองดูเล็บของมัน คราวนี้สายตาของเจ้าเวียร์บ่งบอกได้ชัดเจนว่าชอบ

“เฮ้ย! อะไรมันจะเพี้ยนเหมือนเจ้าของอย่างนี้ว่ะ” คารอสพูดพร้อมทั้งส่ายหน้าอย่างระอา



“แล้วเราจะเอาเจ้าพวกนี้ไปไว้ที่ไหนเนี่ย” สาวน้อยคนเดียวในกลุ่มถามขึ้นอย่างใช้ความคิด

“สามารถนำสัตว์เลี้ยงมาได้ ไม่ได้อ่านระเบียบบ้างเหรอ” คราวนี้น้ำเสียงเย็บชาเอ่ยตอบไป

“ฉันไม่ได้เหมือนนายซะหน่อยเอคัส” คารีเฟียร์พูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ แล้วเชิดหน้าหันไปทางอื่นทันที
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   10/5/2007, 9:31 am

การปรากฏตัวของผู้ดูแลไข่คนที่ห้า

“พักก่อนเถอะไนส์ เรายังต้องไปอีกไกล” เสียงหวานๆ เริ่มเอ่ยขึ้นหลังจากเดินทางมาตั้งแต่เช้า จนตอนนี้เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ แล้ว

“โฮก” เสียงคำรามต่ำๆ ตอบรับทันที เจ้าลูกเสือตัวน้อยน่ารักขนสีขาวสะอาดตา ตรงหว่างคิ้วมีขนสีน้ำตาลอ่อนขึ้นเป็นเส้นสามทางที่เป็นเหมือนรอยบากสามทางนั้น ตัดกับดวงตาสีเงินสดใส

‘ตอนแรกที่ฟักออกมาจากไข่นึกว่าเป็นแมวซะอีก ที่ไหนได้ดันเป็นเสือ แต่ดูยังไงๆ ก็ลูกแมวอยู่ดี’ เสียงรำพึงในความคิดของสาวน้อยดังขึ้น



เหตุการณ์ก่อนได้ไข่

ท้องฟ้าสีครามสดใสในหมู่บ้านชาวพรายที่อาศัยอยู่บริเวณที่ลึกเข้าไปในป่าลอริเอน อยู่ๆ ก็ปรากฏเป็นหลุมโพรงมืดสีดำขนาดใหญ่ และนั่นทำให้ชีวิตเธอต้องเปลี่ยนไปหลังจากที่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่โดนดูดเข้าโพรงมืด สติที่ยังมีอยู่ตลอดเวลาทำให้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เหตุการณ์ของคนทั้งสี่คนที่กำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรทั้งหลาย และได้ไข่คนละใบมา เป็นเด็กวัยรุ่นวัยเดียวกันกับเธอ จนกระทั่งภาพสีดำมืดเข้ามาแทนที่ภาพของคนทั้งสี่

‘ที่นี่ที่ไหนนะ’

‘แล้วคนทั้งสี่คนนั้นเป็นใครกัน อายุราวๆ กับฉันแน่ๆ’ เสียงจากห้วงคำนึงในความคิดเริ่มลำดับความคิดที่คิดยังไงก็คิดไม่ออก



อยู่ๆ ภาพของป่าผลัดใบที่ไหนสักแห่งก็ปรากฏเข้ามาแทนที่ และเธอก็กำลังยืนอยู่ในป่านั้น ธรรมชาติรอบตัวสวยงาม ติดอยู่ตรงที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่เลย นอกจากเธอถ้าไม่นับรวมบรรดาต้นไม้ ดอกไม้ และต้นหญ้าทั้งหลาย

‘ที่นี่ที่ไหนนะ’ คำถามเดียวกันกับคำถามแรกเอ่ยขึ้นในใจ

“ฟรึ่บ” สัตว์อสูรมีปีกสีดำขนาดใหญ่บินผ่านตัวเธอไป และลงมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ

“ข้าจะให้ไข่เจ้า เจ้าคงเห็นแล้วว่าอีกสี่คนนั้นได้ไข่มาเพราะต้องต่อสู้” เสียงพูดต่ำๆ แหบห้าวดังขึ้นและหยุดเพียงเท่านั้นเพื่อรอดูปฏิกิริยาของเด็กสาวตรงหน้า

“ใช่... ข้าเห็นเหตุการณ์ของคนทั้งสี่แล้ว ท่านต้องการอะไรจากข้า” เสียงหวานตอบกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว พร้อมคำถามที่ถูกยื่นส่งไปให้สัตว์อสูรตรงหน้า

“ข้าจะให้ไข่เจ้าโดยที่เจ้าไม่ต้องสู้แต่อย่างใด แต่เจ้าต้องตามหาคนทั้งสี่ให้พบ” คำพูดนั้นยังคงยื่นข้อเสนอให้สาวน้อยตรงหน้า

‘มันดูง่ายเกินไปหน่อย ทั้งที่อีกสี่คนก่อนหน้านี้สู้กันแทบเป็นแทบตาย’ เสียงร้องในใจของสาวน้อยดังขึ้น และเธอก็เชื่อในลางสังหรณ์ของเธอเช่นกัน



เมื่อเห็นสาวน้อยตรงหน้าไม่ตอบตกลง สัตว์รูปร่างเหมือนมนุษย์ส่วนหัวเป็นหมาใน และขนน้ำตาลอ่อน ยังคงคิดหาข้อเสนอต่อไป

‘ข้าจะช้าไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ใกล้เวลาที่อสูรตนนั้นจะฟื้นคืนแล้ว’ เสียงรำพึงในใจของสัตว์อสูรเริ่มตระหนักแล้วว่าอสูรที่หลับใหลมาเป็นเวลากว่าสองพันสามร้อยสี่เก้าปีกำลังจะฟื้นคืน และคงไม่มีเวลามาทดสอบอีกแล้ว

“แค่เจ้าตามหาคนทั้งสี่คนนั้นให้พบ เจ้าจะตกลงหรือไม่ แล้วเจ้าจะได้ออกจากที่นี่ไม่อย่างนั้น ข้าคงต้องขังเจ้าไว้ที่นี่ตลอดกาล” กระแสน้ำเสียงในตอนนี้นั้นร้อนรนยิ่งกว่าเดิม และทำให้เสียงที่ต่ำอยู่แล้วนั้นเริ่มเจือกระแสน้ำเสียงเย็นชา

‘ข้าไม่โง่ให้ตัวเองโดนขังหรอกน่าเจ้าอสูรขนดก’ เสียงรำพึงในใจของสาวน้อยดังขึ้น แต่หารู้ไม่ว่าคิ้วของสัตว์อสูรตนนี้กำลังกระตุก เพราะมันมีความสามารถในการอ่านจิตใจ

“ราเชล เอลเบอเรธ ข้าไม่ใช่อสูรขนดก” เสียงที่คำรามออกมานั้นแสดงได้ถึงความโกรธอย่างชัดเจน

‘มันอ่านจิตใจเราออกด้วยเหรอเนี่ย แถมยังรู้ชื่อเราอีกต่างหาก’ สาวน้อยมุ่นคิ้วเข้าหากันอย่างครุ่นคิด

“ข้าตกลง” คำตอบที่ตอบไปนั้นเป็นน้ำเสียงที่มั่นใจเต็มเปี่ยม



ไข่สีม่วงสดใสลอยเข้ามาในมือของสาวน้อยทันที ความอบอุ่นแผ่ไปทั่วทั้งร่างกายทักทอเป็นสายใยสีทองอร่าม และคราวนี้ราเชลได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัวอย่างบอกไม่ถูก

“เจ้าจงดูแลมันให้ดี มันจะคอยสู้เคียงข้างเจ้าเช่นเดียวกันกับไข่ฟองอื่นๆ ที่เจ้าเห็นว่าอีกสี่คนก็ได้รับมันไปเช่นกัน” น้ำเสียงของสัตว์อสูรตรงหน้าเริ่มเอ่ยอย่างอ่อนโยนลง

“แล้วข้าจะตามหาอีกสี่คนพบได้ยังไง” คำถามที่สมควรจะถามได้ตั้งนานแล้วในใจของสัตว์อสูรนั้น สร้างรอยยิ้มที่อวดฟันซี่คมเต็มปากให้เห็น

‘แค่ฟันก็สยองแล้ว แหลมซะขนาดนี้ แถมต้องมาอยู่ในนี้กับเจ้าอสูรขนดกอีกสองต่อสอง อุ้ย! น่ากลัวซะมัด’ ราเชลสาวน้อยที่แค่เห็นฟันก็ขนลุกไปทั่วทั้งร่างกายแล้ว



คราวนี้คิ้วของสัตว์อสูรตนนั้นกระตุกขึ้นอีกครั้งกับคำว่า ‘อสูรขนดก’ มันน่านัก!!

‘ข้าไม่ใช่อสูรขนดกบอกไปก็ไม่เชื่อ แถมยังคิดลอบด่าข้าอีก ถ้าไม่ใช่เพราะท่านข้าไม่มีวันยอมเจ้าเด็กพวกนี้เด็ดขาด’ สัตว์อสูรคิดรำพึงในใจอย่างเคืองๆ กับสาวน้อยตรงหน้า

“อีกอย่างข้าอ่านจิตใจได้ ข้าไม่อยากได้ยินคำว่า เจ้า อสูร ขน ดก อีก” เสียงที่เปล่งออกมาบอกสาวน้อยราเชลนั้นแสดงอย่างยิ่งที่จะทำให้ใจเย็นที่สุดแล้ว และยังเน้นคำที่ไม่สมควรใช้ให้สาวน้อยตรงหน้าได้ฟัง

‘เฮ้ย! อ่านจิตใจได้ ซวย... แล้วไง’ ทันทีที่นึกได้คำอุทานก็โผล่พรวดขึ้นมาในหัวสมองทันที

“เจ้าต้องเข้าเรียนที่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัส และต้องได้พักในหอพักของพีระมิดจัตุภาคเท่านั้น หอพักนี้เป็นหอพักของผู้ใช้เวทสายธรรมชาติ” คำพูดหยุดลงเพียงเท่านี้พร้อมทั้งมองดูสีหน้าตกตะลึงของสาวน้อยตรงหน้า เมื่อยังไม่มีเสียงประท้วงจึงรีบบอกถ้อยคำสำคัญต่อ

“สัตว์อสูรที่อยู่ในไข่จะฟักพร้อมกันทั้งห้าใบ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสัตว์อสูรจำพวกที่ต้องอยู่ในไข่อย่างเช่นมังกร นก หรืองู เพราะฉะนั้นมันจะฟักออกมาเป็นอะไรก็ได้ อาจเป็นได้ทั้งแมว หรือช้าง เพราะไข่พวกนี้มีอายุมาแล้วกว่าสองพันสามร้อยสี่เก้าปี และที่สำคัญพวกมันจะไม่ฟักออกมาจนกว่าจะถึงเวลา” สัตว์อสูรหยุดคำพูดไว้แค่นั้น เพราะสาวน้อยตรงหน้าเริ่มจะเอ่ยปากถามอีกรอบ



“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าละ” ราเชลถามอย่างหนักใจกับคำตอบที่จะตามมา

“ข้ายังเล่าไม่จบ เจ้าอย่างเพิ่งขัดข้าสินังหนู” คราวนี้เป็นคิ้วของราเชลที่คิ้วกระตุกขึ้นทันทีทันใด กับคำต้องห้ามสำหรับเธอ ‘นังหนู’ เธอก็โตแล้ว คำๆ นี้เธอเกลียดที่สุด

“จงจำถ้อยคำเหล่านี้ให้ดี เพราะมันจะต้องเป็นหน้าที่ของเจ้า และพวกที่เจ้าต้องไปตามหาอีกสี่คน” เมื่อสัตว์อสูรหยุดคำพูดไว้เพื่อให้ราเชลตั้งสมาธิให้หายจากความโกรธ ราเชลจึงกลับมาตั้งสมาธิกับคำพูดที่จะออกมาจากปากของอสูรขนดกในความคิดเธอทันที

“เมื่อไข่ทั้งห้าฟักออกมาหมายถึง อสูรที่กำลังหลับใหลมาเป็นเวลานานกำลังจะฟื้นคืนชีพ และสัตว์อสูรตนนั้นเป็นทายาทจอมอสูรที่มีแต่ความชั่วช้า และเกลียดชังทุกอย่าง เจ้ามีเวลาแค่สามคืนในการตามหาสี่คนที่เหลือให้พบก่อนที่จอมอสูรจะฟื้นคืน และพวกเจ้าทั้งห้าต้องออกตามหาตำราแห่งมนตราในตำนานให้พบ เพื่อใช้ในการต่อกรกับจอมอสูร ข้าบอกเจ้าได้แค่นี้” สิ้นคำพูดสติของราเชลก็ดับวูบลงทันที พร้อมกับการมาปรากฏตัวในหมู่บ้านชาวพรายบริเวณป่าลอริเอน



การหายตัวไปของราเชลนั้นทำให้ชาวพรายมีการเรียกประชุมกันเพื่อปรึกษา รวมทั้งยังมีเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นอีก แต่เมื่อการประชุมของสภาที่มีแต่พวกพรายกำลังถกเถียงกันอยู่นั้นเอง เหตุการณ์ประหลาดก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง รวมถึงการกลับมาของราเชลพร้อมกับไข่สีม่วงสดใสในอ้อมกอดของสาวน้อยผมสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายตรงยาวถึงกลางหลังเข้ากันกับดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกาย ผิวขาวอมชมพู คิ้วโก่งรับกับริมฝีปากได้รูปสีชมพูอ่อนดูมีสุขภาพดี รูปร่างสูงโปร่ง เมื่อทุกคนเห็นว่าราเชลกลับมาอย่างปลอดภัยรวมทั้งไข่สีม่วงสดใสที่ไม่มีใครสามารถแตะต้องได้ เพราะทันทีที่เอื้อมมือไปแตะ ความร้อนมากมายแผ่ออกมาจากไข่ทันที ทำให้ทุกคนเข้าใจว่าไม่มีใครสามารถจับต้องไข่ได้นอกจากราเชล



จนกระทั่งเช้าวันใหม่มาเยือนแสงแดดจากดวงอาทิตย์สีทองสดใสสาดลงมากระทบใบหน้างดงามของราเชนไข่ฟองใหญ่สีม่วงสดใสก็เกิดการสั่นน้อยๆ ซึ่งนั่นทำให้คนที่รู้สึกตัวง่ายค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นเผยให้เห็นดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกาย สายตาที่พร่ามัวเริ่มกลับสู่การมองเห็นที่ชัดเจนอีกครั้ง

‘เหมือนมีอะไรมันมาสั่นๆ อยู่ในอ้อมกอดเราเลย’ เสียงรำพึงในใจดังขึ้นสู่โสตประสาทของสมอง จนกระทั่งสายตาเหลือบมามองไข่สีม่วงสดใสในมือที่เริ่มสั่นน้อยๆ และเริ่มเกิดรอยร้าวขึ้นพร้อมทั้งการแตกออกของเปลือกไข่

“แมว”

“แมวน้อยน่ารัก ดูขนสีขาวสิ ตรงหว่างคิ้วมีลอยขนสีน้ำตาลอ่อนขึ้นเป็นเส้นสามทางที่เป็นเหมือนรอยบากสามทางนั้น ตัดกับดวงตาสีเงินสดใส ” เสียงร้องอย่างยินดีของสาวน้อยนั้นดังไปถึงห้องของบิดาและมารดาของเธอทันที

“ตึง ตึง ตึง” เสียงฝีเท้าที่วิ่งมานั้นดังเป็นจังหวะบ่งบอกถึงความเร็วในการวิ่ง

“เกิดอะไรขึ้นลูก” เสียงของผู้เป็นพ่อดังมาก่อนที่ตัวจะมาถึง ตามมาด้วยการปรากฏตัวของบุคคลทั้งสอง

“ไข่ฟักออกมาเป็นลูกแมวจ้า” สายตาทั้งสองคู่เบิกกว้างอย่างตื่นตะลึงกับเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

‘ไข่ฟักออกมาเป็นแมวนี่นะ บ้าไปแล้ว’ เสียงในใจของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นพ่อดังขึ้น



“โฮก โฮก โฮก” เสียงคำรามต่ำแต่ดังกึกก้องอย่างต้องการประท้วงอะไรสักอย่างดังขึ้น หยุดการสนทนา และสรรพเสียงที่อย่างให้หยุดนิ่ง เหลือเพียงความเงียบระหว่างบุคคลทั้งสาม

“ข้าไม่ใช่แมว ข้าเป็นเสือ” เสียงตอบรับของเจ้าแมวน้อยดังขึ้นอย่างเคืองๆ กับคำว่าแมว

“เจ้าพูดได้ด้วย เจ้าแมวน้อย” เสียงของราเชลยังคงเถียงกลับทันควัน

“ไม่ใช่แมว ข้าเป็นเสือ” เสียงของสัตว์อสูรจากไข่เริ่มเถียงกลับเช่นกัน

“แมว”

“เสือ”

“แมว”

“เสือ บอกว่า 'เสือ' ก็เสือสิ”

“ก็บอกว่าแมว ก็ต้องเป็นแมวน้อยน่ารักสิ”

“เสืออออออออออ”

“แมวววววววววว”

“เสือออออออออออ”

“หยุดซะที พวกเจ้าทั้งสองเลย ข้าเวียนหัวไปหมดแล้ว” เสียงของบุรุษผู้เป็นพ่อพูดออกมาอย่างเหลืออด กับลูกสาวคนเดียวของตน และสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของลูกสาว



“ถ้าเจ้าไม่เชื่องั้นข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าดู” เจ้าอสูรน้อยหน้าตาเหมือนแมวพูดจบ ก็ยืนขึ้นแล้วคำรามเสียงดังสามที พร้อมทั้งยืนอกอย่างภูมิใจ

การกระทำดังกล่าวเรียกเสียงหัวเราะของทุกคนได้ทันควัน ก็ไอ้ท่าคำรามนั้นไม่เท่าไหร่หรอก แต่ไอ้ท่ายืดอกของมันนี่สิที่ดันไปเหมือนท่าของแมวเข้า อย่างนี้ไม่ให้หัวเราะได้ยังไง

“หัวเราะอะไรกันหรอก” เจ้าอสูรหน้าเหมือนแมวถาม พร้อมด้วยการแสดงท่าทางออดอ้อนเหมือนแมว และดวงตากลมโตของมัน แทบจะเรียกได้ว่าดวงตากลมโตสีเงินของมันสดใสเป็นประกายจนหน้าหมั่นไส้ก็ไม่ปาน

“ไนส์ ชื่อนี้ดีไหม” เสียงของราเชลพูดตัดบท เพราะไม่อย่างเถียงกับสัตว์อสูรตรงหน้า ไม่มีเสียงตอบรับ แต่เป็นท่าทางที่มันเอาหัวอันน้อยมาลูบไล้ถูไถบนตัวของสาวน้อยเบาๆ



“เอ่อ พ่อค่ะแม่ค่ะ หนูมีเรื่องจะปรึกษาค่ะ” คราวนี้เสียงของราเชลดูกังวลขึ้นมาทันที

“มีอะไรเหล่า ลูกรัก” คราวนี้เป็นเสียงของหญิงสาววัยกลางคนผมสีทองเป็นประกาย กับดวงตาสีน้ำตาลอ่อน มองดูหน้าลูกของตน

“คือหนูคงต้องเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนมหาเวทวาเคซัสตอนนี้ค่ะ แล้วก็ต้องออกเดินทางตอนนี้ และเร็วที่สุดด้วยค่ะ” เสียงของราเชลแลดูหนักแน่ขึ้น

“แต่ที่นั่นเปิดเรียนไปได้หนึ่งอาทิตย์แล้วนะลูก อีกอย่างทางโรงเรียนจะให้ลูกเข้าเรียนหรือไม่ แม่ก็ไม่อาจรู้ได้เช่นกัน” เสียงของผู้เป็นแม่พูดขึ้นอย่างออกความเห็น

“หนูมีเรื่องสำคัญค่ะ คือว่าหนูต้องออกตามหาคนอีกสี่คนให้พบโดยเร็ว และพวกเขาก็เรียนอยู่ที่โรงเรียนนั้น เพราะว่าจอมอสูรที่หลับใหลมาเป็นเวลานานกำลังจะฟื้นคืนแล้วค่ะ” เสียงของราเชลดูตื่นและกังวลอย่างหนัก

“คงไม่ได้หมายถึงทายาทจอมอสูรที่หลับใหลไปนาน และจะตื่นขึ้นเมื่อไข่ในตำนานทั้งห้าใบฟักใช่ไหมลูก” คราวนี้เสียงของบุรุษผมสีน้ำตาลยาวระต้นคอดูหยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง ตัดกับนัยต์ตาสีน้ำเงินน้ำทะเล ผิวคล้ำจากแดดกล่าวออกความเห็นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

คำตอบที่ได้กลับมาเป็นการพยักหน้าหนึ่งทีจากลูกสาว

“ที่รักเราคงต้องแจ้งเรื่องนี้แก่ที่ประชุมในสภาแล้วแหละ เรื่องนี้ด่วนมาก” ค่ะวิลเลี่ยม ข้าจะแจ้งให้สภาทราบทันที



หลังจากนั้นไม่เกินยี่สิบนาทีสภาของเหล่าพรายก็เปิดประชุมเป็นการเร่งด่วน การตกแต่งภายในเป็นแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกผสมผสานกับอารยะธรรมทางตะวันออกที่ดูเข้ากันอย่างลงตัวเป็นสไตล์ที่เรียบง่ายแต่ดูหรูหราในเวลาเดียวกัน พื้นปูด้วยพรมสีแดงเข้มสลักด้วยลวดลายงดงาม การถกเถียงเรื่องที่เกิดขึ้นกับราเชลยังคงดำเนินต่อไปอย่างตึงเครียด ผู้อาวุโสประจำสภาผู้ทำหน้าที่ในการตัดสินนั่งประจำที่พร้อมแล้ว จนกระทั่ง...

“ราเชล เอลเบอเรธ เจ้าจงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง” ชายชรารูปร่างท้วม ผมสีแดงเพลิงถูกแซมด้วยสีเทาเป็นหย่อมๆ ตัดกับนัยน์ตาสีเขียวมรกต ผิวสีขาวถูกแทนที่ด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา

“ข้าถูกดูดเข้าไปในหลุมดำมืดขนาดใหญ่ แต่สติของข้าก็ยังอยู่ครบ และสิ่งที่ข้าเห็นเป็นสิ่งแรกคือบุคคลอีกสี่คนซึ่งมีอายุราวๆ กับข้ากำลังต่อสู้กับเหล่าอสูรร้ายกันอยู่ จนพวกเขาเหล่านั้นเริ่มได้ไข่กันไปคนละใบเหมือนกับข้า” มาถึงตอนนี้ราเชลสูดลมหายใจลึกๆ และสงบสติอารมณ์

“ข้าได้พบกับอสูรขนดกตัวหนึ่ง และมันได้ยื่นข้อเสนอให้แก่ข้าว่าข้าจะต้องตามหาบุคคลทั้งสี่ที่ข้าเห็นให้พบ เพราะข้าต้องร่วมมือกับพวกเขาเหล่านั้นในการตามหาตำราแห่งมนตรา และข้าคิดว่ามันต้องการให้พวกเรากำจัดทายาทจอมอสูรที่กำลังจะตื่นขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า” ตอนนี้เสียงซุบซิบดังขึ้นไปทั่วทั้งห้องประชุมสภา

“เงียบ...” เสียงที่เปล่งออกมานั้นดังไปทั่วทั้งห้องประชุม จนเสียงต่างๆ เงียบลงชายชราจึงพูดต่อ

“ถ้าเจ้าหมายถึงจอมอสูรในตำนานแหละก็ ข้าก็เคยได้ยินมาเหมือนกันมันเป็นนิยายที่เล่าต่อๆ กันมา แต่พวกข้าจะรู้ได้อย่างไรในเมื่อเจ้าเองก็ไม่มีหลักฐาน” คำถามจากชายชราทำให้เด็กสาวชะงักทันที ใบหน้าหวานเริ่มจะแสดงความโกรธขึ้นมา แต่ยังพูดอะไรในตอนนี้ไม่ได้ เพราะยังไม่มีคำสั่งให้พูด

‘ใช่พวกข้าเห็นไข่ฟองนั้นแล้ว แต่ข้าก็อยากเห็นสัตว์อสูรในตำนานเช่นกัน’ เสียงในใจของชายชราผู้ทำหน้าที่ตัดสินสูงสุดในสภาเอ่ยขึ้น

“ข้าต้องการให้เจ้าแสดงหลักฐานให้พวกข้าดู” เสียงนั้นฟังดูกระด้างอย่างบอกไม่ถูกในใจของราเชล

“ได้... ไนส์เข้ามาหาข้าหน่อย” เสียงของสาวน้อยดังไปทั่วทั้งสภา น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเด็ดเดี่ยว และเข้มแข็ง



“โฮก” เสียงขานรับของสัตว์อสูรดังกึกก้องพร้อมกับการปรากฏตัวอย่างงามสง่าแบบแมว

‘เจ้าแมวน้อย ดูยังไงก็แมวอยู่ดี’ เสียงในใจของทุกคนในสภาออกความเห็นอย่างพร้อมเพียงกัน

“เจ้าเล่นตลกอะไร สัตว์อสูรในตำนานเป็นลูกแมวนี่นะ” เสียงเยอะหยันของชายชราเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดูแคลน

“ท่านเวสฟอริก บรอม... กรุณาให้เกียรติลูกสาวของข้าด้วย” น้ำเสียงของวิลเลี่ยมที่กล่าวออกมานั้นแสดงถึงความโกรธเกรี้ยวเกินที่จะระงับสติอารมณ์ของตนได้

“ท่านวิลเลี่ยม ท่านอย่าได้โกรธไป แต่สัตว์อสูรในตำนานของลูกสาวท่านเป็นลูกแมว ข้าว่าถ้างั้นเราคงต้องรอเวลาให้จอมอสูรคืนชีพ แล้วร้องขอความเมตตาอย่างเดียว” เสียงเยอะหยันของเวสฟอริกยังคงดังขึ้น พร้อมทั้งแสดงท่าทางอย่างเห็นได้ชัด



“โฮก โฮก โฮก” เสียงคำรามของไนส์ดังขึ้น

“ข้าไม่ใช่แมว ข้าเป็นเสือ เจ้าโง่” เสียงของไนส์ดังขึ้นทันทีที่ได้ยินคำว่าแมว พร้อมกับปล่อยลำแสงสีเงินออกมาตรงหว่างคิ้วที่เป็นขนสีน้ำตาลอ่อน ลำแสงนั้นพุ่งตรงเข้าใส่ชายชรานามเวสฟอริกทันที

“ร้อน... ช่วยข้าด้วย” เสียงของชายชราดังขึ้น ใบหน้าแสดงความเจ็บปวดแสนสาหัส และความเจ็บปวดพลันมลายหายไปสิ้น เมื่อเสียงของผู้เป็นเจ้านายดังขึ้น

“ไนส์หยุดเดี๋ยวนี้” เจ้าอสูรน้อยในร่างแมวจึงหยุดการกระทำทันที

‘ขอบใจนะไนส์’ เสียงของราเชลเอ่ยขึ้นในใจ โดยจงใจสื่อไปให้ถึงเจ้าไนส์โดยตรง

‘ไม่เป็นไร ข้าก็รู้สึกโกรธที่มันเรียกข้าว่าแมว’ เสียงของไนส์ตอบกลับไป

“ข้าและครอบครัวของข้าคงต้องขอตัวก่อน เพราะข้าคิดว่าคงต้องให้ลูกสาวของข้าออกเดินทางได้แล้ว และตอนนี้ก็สายมากแล้วด้วย” เสียงของวิลเลี่ยมดังขึ้น และเดินออกไปจากสภาพร้อมราเชลกับภรรยา
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   10/5/2007, 9:32 am

การปรากฏตัวของผู้ดูแลไข่คนที่ห้า (ต่อจ้า)


กลับมาปัจจุบัน

“อีกนานไหมนะกว่าจะถึง ข้าอยากพักผ่อนเต็มทีแล้วไนส์” เสียงของสาวน้อยยังคงพูดต่อไป ทั้งที่เธอเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว

“......”

‘เงียบสนิท หายไปไหนนะ เจ้าแมวนี่’ เสียงรำพึงในใจอย่างเคืองๆ แต่แล้วเมื่อตั้งสติได้

“ไนส์เจ้าอยู่ไหน ถ้าได้ยินเสียงข้า...ร้องเหมียว เหมียวด้วย” คราวนี้เสียงของราเชลดังขึ้นอย่างเป็นกังวล

“ตุบ”

ทันทีที่สิ้นเสียงเรียกซากกระต่ายตัวน้อยก็ตกอยู่ตรงหน้าลูกพี่ของมันทันที ส่วนสาเหตุที่เรียกลูกพี่น่ะเหรอมาจากการที่ราเชลพูดให้ไนส์ฟังว่า

“ไนส์ต่อไปนี้ฉันจะเป็นลูกพี่แกเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับฉันหรือนายพวกเราจะคอยช่วยกัน” ขณะที่พูดราเชลใช้มือน้อยๆ ของเธอเกาหลังหูให้เจ้าไนส์ไปด้วย

“นี่ช่วยเกาตรงคอให้ด้วยได้ไหมลูกพี่” เสียงของไนส์ดังขึ้นหลังจากที่เจ้านายของมันพูดจบประโยค และเรียกลูกพี่อย่างตามใจเพื่อที่เจ้านายของมันจะได้เกาให้ต่อ

“นี่เจ้าไนส์แล้วแกก็คือลูกน้องฉัน ตกลงมั้ย” ราเชลยังคงพูดต่อพร้อมทั้งเลื่อนมือมาเกาที่แผงคอของมัน

“เอ่อ...ไอ้ที่นายร้องขอนะไนส์ ฉันจะบอกให้ว่านิสัยมันเหมือนแมวมากเลยนะ”

“ 'เสือ' กับแมวก็มาบรรพบุรุษเดียวกัน แต่เสือเป็นนักล่าที่ยิ่งใหญ่กว่าแมว เพราะงั้นฉันจึงขอให้ลูกพี่ช่วยเกาให้ไง” เสียงของไนส์ดังขึ้นทันทีที่จบประโยคของราเชล

‘ดู๊ดู... มันยังหน้าหนาหลอกใช้เราอีก’ เสียงในใจของราเชลดังขึ้นทันทีพร้อมกับความคิดที่ว่าทียังนี้แหละมันยอมเป็นแมวเชียว



“ตุบ”

คราวนี้เป็นเสียงของซากกระต่ายอีกตัวที่ร่วงมาอยู่ตรงหน้าราเชล ซากกระต่ายสองตัวที่ยังสดๆ อยู่ ทำให้ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของสาวน้อยทันที

‘ซากกระต่ายสองตัว หมายความอย่างเดียวมันต้องให้เราทำอาหารให้มันกินแน่นอน มันน่านัก!!’

“นี่นายไปล่าสัตว์มาให้ฉันกินเหรอ” คำพูดของราเชลที่แสดงน้ำเสียงและหน้าตาที่ซาบซึ้งนั้น แน่นอนว่าเป็นการหยั่งเชิงถามดูเพื่อว่าเธออาจจะคิดผิดก็ได้

“ซากกระต่ายสองตัวก็ลูกพี่หนึ่ง กระผม... อีกหนึ่งไงครับ” เสียงของไนส์ตอบด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว

‘นั่นไง! คาดไว้ไม่มีผิด ถ้าเอาไปตีเป็นหวย แล้วซื้อหวยมันต้องถูกรางวัลที่หนึ่งแน่ ทำไมเจ้านี่มันฉลาดแกมโกงนัก’ เสียงรำพึงของราเชลดังขึ้น

“เดี๋ยวฉันของเวลาไปหาสมุนไพรในป่าแถวนี้ก่อนนะ แล้วไนส์นายไปหาฟืนมานะ” ราเชลที่พูดขึ้นโดยแบ่งหน้าที่ที่ต่างต้องไปทำนั้นต้องหยุดชะงักไปทันทีกับคำพูดของไอ้เจ้าลูกน้องตัวแสบของเธอ

“ลูกพี่ผมไม่มีมือ จะไปหาฟืนได้ยังไง” แน่นอนว่าเสียงนี้เป็นของไนส์แน่นอน

“งั้นนายก็เอาปากคาบเศษกิ่งไม้มาสิ นายเดินสี่เท้าอยู่แล้ว หรือว่านายจะใช้เท้าหน้า (มือของมันนั่นเอง) ของนายอุ้มมา แล้วเดินสองเท้าด้วยเท้าหลัง (คิดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านก็ “เท้าหรือตีนนั่นเอง”) ของนาย” ราเชลที่เริ่มจะคิ้วกระตุกพูดทันทีที่จบประโยคของไนส์

ทางด้านคารีเฟียร์และหัวหน้าชั้นปีอีกสามคนหลังจากเถียงกันอยู่นานเรื่องสัตว์เลี้ยงของตน และผู้ดูแลไข่คนที่ห้า ความหิวเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คารีเฟียร์และคารอสต้องลากอีกสองคนที่เหลือไปทานอาหารกลางวัน เมื่อทั้งหมดเดินไปถึงโรงอาหารสัตว์เลี้ยงของทั้งสี่จึงเป็นที่สะดุดตาของคนทั้งโรงเรียน ทั้งสี่คนเดินนำหน้าสัตว์เลี้ยงของตนมาจนถึงที่นั่งที่ทั้งสี่จะมานั่งกินที่โต๊ะนี้เป็นประจำ



“กินกันเยอะๆ ได้เลยนะ กินให้อิ่ม” เสียงของคารีเฟียร์ที่พูดบอกกับสัตว์เลี้ยงของตน และเพื่อนๆ ดังขึ้น เมื่อเมอริก้าที่ยืนรอทั้งสี่อยู่ก่อนแล้วเห็นทั้งสี่มากันแล้วจึงเดินเข้าไปหา

“ว้าว! พวกเธอไปได้ทั้งสี่ตัวนี้มาจากไหน” เสียงของเมอริก้าดังมาก่อนที่ตัวจะมาถึงซะอีก และเป็นประจำที่เมอริก้าจะชอบมานั่งกินข้าวพร้อมกับคารีเฟียร์

“คารอสผู้หญิงคนนี้เป็นใครเหรอ” เสียงของเจ้าทามดังขึ้น พร้อมกับแสดงใบหน้าที่บ่งบอกได้ว่าสงสัยเต็มที่ตามที่หน้าของเจ้ามังกรไฟตัวน้อยจะแสดงได้

“ใช่...” คราวนี้เสียงของเจ้าเวียร์ เคส และเจ้าสรีปดังขึ้นพร้อมกัน

‘พวกมันพูดได้ด้วย’ เสียงรำพึงภายในใจของทุกคนดังขึ้นพร้อมกัน แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปมองดูสัตว์วิเศษทั้งสี่ตัวใกล้ เนื่องจากเกรงนักฆ่าทั้งสองคน และเจ้าชายอีกสองคนจึงทำได้เพียงเหลือบมองดูจากที่ไกลๆ เท่านั้น

“จากไหนไม่สำคัญหรอกครับเมอริก้า ผมว่าคุณนั่งก่อนจะดีกว่าครับ ส่วนเจ้านี่ชื่อทาม” คารอสพูดขึ้น พร้อมทั้งแนะนำมังกรไฟของตนให้เมอริก้าได้รู้จัก

“น่ารักจัง ขออุ้มได้มั้ย” เมอริก้าพูดพร้อมสบตาคารอส

“นี่นายคารอสทำไมพูดจาซะไพเราะจัง” เจ้าทามยังคงถามต่อด้วยความสงสัย

‘เจ้าทามสงสัยจัง นายอย่าทำให้แผนที่ฉันวางไว้ต้องเสียนะ เมอริก้าผู้หญิงคนนี้แหละจะมาเป็นนายหญิงของแก’ คารอสส่งกระแสจิตพูดคุยกับมังกรไฟตัวน้อยของตน

“ตกลงฉันอุ้มได้ไหม” คราวนี้เมอริก้าส่งยิ้มหวานละมุนให้คารอสทันที

“ได้ครับ” เพียงแค่สบกับรอยยิ้มหวานที่เมอริก้าส่งมาให้ใจของคารอสก็เต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

“เจ้าที่เหลือชื่ออะไรเหรอคารีเฟียร์” เสียงของเมอริก้าดังขึ้นในขณะที่คารีเฟียร์ที่กำลังกินอาหาร (ความจริงเรียกว่ารีบยัดๆ เข้าปาก เพราะหิวมากกว่า) ก็หยุดกินคำต่อไปพร้อมทั้งแนะนำเจ้าตัวน้อยที่เหลือ

“มังกรน้ำตัวนี้ชื่อเคสของเอคัส ส่วนอินทรีย์ตัวนี้ชื่อสรีปของคำสิงห์ และสุดท้ายสุนัขจิ้งจอกสามหางชื่อเวียร์ของฉัน” หลังจากแนะนำเสร็จคารีเฟียร์ก็ตักอาหารเข้าปากต่อ

ทางด้านราเชลหลังจากที่ทานอาหารกลางวันเสร็จแล้วจึงออกเดินทางต่อทันที เมื่อเดินทางมาถึงตัวเมืองเกลเบี้ยนแล้วปราสาทของโรงเรียนมหาเวทวาเคซัสปรากฏให้เห็นทันที ตลาดที่คับคั่งไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งแผงลอยขายของ ร้านค้าในรูปทรงที่แปลกตาเป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตาของราเชลได้เป็นอย่างดี ร้านขายอาวุธที่ดูจากภายนอกเป็นแค่ร้านเก่าซอมซ่อ แต่ภายในกลับเต็มไปอาวุธหลากชนิดมากมาย มีดสั้นลวดลายสวยงาม ดาบเก่ามากมายที่ขายในราคาถูก และที่สำคัญร้านนี้ไม่มีพ่อค้ามาตะโกนโฆษณาสรรพคุณ ซึ่งนั่นเป็นที่ถูกใจมากสำหรับราเชล

หลังจากเดินดูในร้านราเชลได้มีดสั้นหนึ่งเล่มเป็นมีดทำจากเหล็กกล้าสีดำสนิท ที่ด้ามดาบเป็นเงินสลักลวดลายด้วยอักขระของพราย และราเชลอ่านได้ว่า ‘คำตอบรับเสียงแห่งรัตติกาล’ เมื่อเดินมาจนสุดตลาดราเชลก็พบกับประตูของโรงเรียนมหาเวทวาเคซัสเด่นตระหง่านอยู่ตรงหน้า
“กว่าจะมาถึงก็เย็นเลย เหนื่อยมั้ยไนส์” เสียงของราเชลที่พูดบ่นกับเจ้าไนส์ดังขึ้น
“ไม่เหนื่อย แต่ข้าว่าเราเข้าไปข้างในก่อนดีมั้ย” เสียงของไนส์ดังขึ้นอย่างออกความเห็น

ก่อนเวลารับประทานอาหารเย็นทางโรงเรียนมีการเรียกประชุมบรรดาศาสตราจารย์ หัวหน้าหอพักต่างๆ รวมไปถึงนักเรียนทุกคนให้มาประชุมกันที่ห้องอาหาร เนื่องจากมีนักเรียนจะเข้ามาเรียนที่นี่ในวันนี้
“ฉันขอให้เราได้นักเรียนใหม่มาเป็นเพื่อนร่วมหอของเรานะ” เฮอร์เดอก้าพูดขึ้น หญิงสาวผู้มีผมสีน้ำตาลแดงยาวถึงสะโพก ดวงตากลมโตสีน้ำเงินเข้ากันกับผิวขาวอมชมพู รูปร่างสูงโปร่ง พร้อมทั้งยกมือสวดภาวนาในใจ
“ฉันว่าไม่นะหอพักกระจอกๆ ของพวกเธอน่ะ เห็นว่านักเรียนใหม่เป็นพรายต้องอยู่หอพักของวิหารเจ้าจันทราแน่นอน” เสียงของชายหนุ่มผู้มีผมสีแดงเพลิงยาวถึงบ่า ดวงตาสีดำรัตติกาล ตัดกับผิวสีแทน รูปร่างสูงโปร่งพูดขึ้นพร้อมทั้งส่งสายตาดูถูกมาให้
“บอสซ่า รัช เจ้าจะไม่ดูถูกหอพักพีระมิดจัตุภาคเกินไปหน่อยเหรอ” เสียงของอาซีพชายหนุ่มผู้มีผมสีเงินสดใสซอยสั้นระต้นคอ ตัดกับดวงตาสีน้ำเงินเข้ม ผิวสีขาวสะอาดตา รูปร่างสูงโปร่ง พูดขึ้นอย่างไม่พอใจ
“แล้วคอยดู” พูดจบบอสซ่าก็เดินจากไปพร้อมกับสายตาดูถูกคู่นั้น
“คนอะไรไม่น่าคบเลย นายรู้จักเค้าได้ไง” เสียงของกิลเดอรอนถามขึ้นด้วยความสงสัย และเป็นคำถามที่ตรงกับใจของทุกคน กิลเดอรอนเป็นชายหนุ่มผู้มีผมสีทองเป็นประกายยาวถึงกลางหลังเข้ากันกับใบหน้าที่ติดจะหวาน ดวงตาสีเงินสดใส ผิวขาวสะอาด รูปร่างสูงโปร่ง เพียงแต่คราวนี้ดวงตาของชายหนุ่มกลายเป็นสีทองสดใสแทนดวงตาสีเงิน

“เฮ้ย! กิลเดอรอนทำไมตานายเป็นสีทองไปได้” เสียงของอาซีฟถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงเพื่อนทันทีที่เห็นดวงตาสีทอง
“ไม่มีอะไรหรอก เวลาฉันโกรธมันจะเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ เป็นธรรมดาของพวกที่มีเชื้อสายพรายน่ะ แล้วก็หมอนั่นฉันเคยเจอที่ตลาดตอนมาสมัครเรียนนี่แหละ มารยาทไม่น่าคบเลย” กิลเดอรอนตอบคำถามได้เพียงเท่านั้น เนื่องจากศาสตราจารย์โฮเรมเฮบผู้มีตำแหน่งเป็นถึงศาสตราจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมหาเวทวาเคซัสกำลังเดินขึ้นมาบนเวที

“สวัสดีนักเรียนทุกคน วันนี้จะมีนักเรียนเข้ามาเรียนกับเราเพิ่มอีกหนึ่งคน และนี่เป็นสาเหตุที่เราต้องมาประชุมกันที่ห้องอาหาร เพราะนี่ก็เป็นเวลาในช่วงอาหารเย็นแล้ว หลังจากที่ทำการเลือกหอพักของนักเรียนใหม่ของเราได้แล้ว เราก็จะได้รับประทานอาหารกัน” เสียงของศาสตราจารย์โฮเรมเฮบเอ่ยขึ้นเมื่อเสียงพูดคุยต่างๆ หยุดลง
“เพื่อไม่เป็นการเสียงเวลาของพวกเธอ เชิญราเชล เอลเบอเรธเข้ารับการทดสอบพลัง” สิ้นเสียงของศาสตราจารย์โฮเรมเฮบ สาวน้อยผู้มีผมสีน้ำตาลเข้มเป็นประกายตรงยาวถึงกลางหลังเข้ากันกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อน ผิวขาวอมชมพู คิ้วโก่งรับกับริมฝีปากได้รูปสีชมพูอ่อนดูมีสุขภาพดี รูปร่างสูงโปร่ง เดินขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับเจ้าไนส์สัตว์เลี้ยงของเธอ

“นั่นใช่คนที่ห้าหรือเปล่า” เสียงของคารีเฟียร์ที่ถามทั้งเพื่อนของเธอ และสัตว์เลี้ยงของพวกเธอ
“เจ้าแมว” เสียงของทามมังกรไฟตัวน้อยของคารอสดังขึ้น
“บ่ะไอ้นี่ ข้าเป็นเสือไม่เจอกันนานความจำเสื่อมเหรอ” เสียงของไนส์ดังขึ้นทันทีกับคำว่าเจ้าแมว
“ไง... เพื่อนไม่เจอกันนานเลยนะ” เสียงของเวียร์ เคส และสรีปดังขึ้นพร้อมกัน
“ไม่น่าถามก็มาตามหาพวกนายแหละ” เจ้าไนส์เสือตัวน้อยผู้มีรูปร่างเหมือนแมวพูดขึ้น พร้อมทั้งเดินมาหาเพื่อนของตน
“เอาล่ะเสียเวลามานานแล้ว เธอลองร่ายเวทมาสักบทสิ” สิ้นเสียงของศาสตราจารย์

บังเกิดเป็นความมืดมิดดังรัตติกาลจากขนาดใหญ่ จนหดลงเหลือขนาดเท่าลูกบอลยักษ์ที่ครอบคลุมร่างของราเชลไว้ภายใต้ความมืดมิดมีแสงสีน้ำเงินเข้มดังน้ำทะเลเกิดขึ้นใต้ลูกบอลยักษ์ แต่อยู่ๆ ก็เกิดพายุหมุนรอบๆ ลูกบอลยักษ์ และดับลงพร้อมกับการหายไปของลูกบอลยักษ์และพายุหมุน
“คิดหนักทีเดียวหอพักวิหารเจ้าจันทรา” เสียงของศาสตราจารย์โฮเรมเฮบดังขึ้น
“โหวยไม่เอา จะอยู่หอพักพีระมิดจัตุภาคค่ะ” เสียงของราเชลดังขึ้นอย่างขัดใจ
“หนูก็ร่ายเวทสายธรรมชาติแล้วไงค่ะ” เสียงยังคงเถียงต่อไป พร้อมทั้งยิ้มหวานให้ศาสตราจารย์
‘น่ารัก...’ เมื่อมองไปทางสาวน้อยบนเวทีหัวใจก็เต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก รอยยิ้มแสนหวานนั้นเรียกให้สายตาต้องหันไปมองเพียงเธอคนเดียว
“รู้นะคิดอะไรอยู่คำสิงห์” เสียงของเจ้าทามดังขึ้นทันที เมื่อเห็นสายตาที่คำสิงห์ใช้มองสาวน้อยบนเวที เท่านั้นแหละเพื่อนร่วมชั้นทั้งหอพักจึงหันไปมองคำสิงห์เป็นสายตาเดียวกัน
‘นี่สเปกของมันเหรอเนี่ย นักฆ่ากับสาวสวยผู้มีเชื้อสายพรายห่างกันราวฟ้ากับเหวเลย อิอิ... ถ้างั้นก็มีอะไรให้สนุกแล้ว’ เสียงในใจของเพื่อนร่วมชั้นดังขึ้นพร้อมกัน

“ขอแสดงความยินดีด้วยพีระมิดจัตุภาค ตอนนี้ก็ได้เวลาทานอาหารเย็นแล้ว” เสียงของศาสตราจารย์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงเฮของนักเรียนในหอพักพีระมิดจัตุภาคทุกคน
“เวลเมอรอน ราเทตโก้ ข้าเป็นหัวหน้าหอของพีระมิดจัตุภาคขอต้อนรับเธอเข้าเป็นหนึ่งในสมาชิกของพีระมิดจัตุภาค” เวลเมอรอนพูดขึ้นทันที

หลังจากที่ทุกคนแนะนำตัวกันเสร็จก็เป็นคิวที่หัวหน้าชั้นปีจะต้องชี้แจงรายละเอียดของการเรียน เวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการมัดมือชกในการบังคับให้ลงแข่งกีฬาด้วยเช่นกัน แต่แล้วหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งหมดต่างตกเป็นของคำสิงห์แต่ผู้เดียว
“คำสิงห์หอนอนอยู่ทางไหน ฉันเหนื่อยแล้ว” เสียงของราเชลดังขึ้น
“ทางซ้ายจะเป็นของผู้หญิง” พูดจบก็พายมือไปทางซ้าย
“พรุ่งนี้เจอกันนะ วันนี้ฉันเหนื่อยมากเลย ขอตัวก่อนนะ” คำพูดพร้อมรอยยิ้มหวานพาเอาหัวใจของชายหนุ่มเต้นแรง และเลือดสูบฉีดขึ้นบนใบหน้า
“เอ่อ... ฝันดีนะ” เสียงของชายหนุ่มเอ่ยขึ้นแผ่วเบา
“ฝันดีนะ” เสียงของราเชลตอบกลับมาเช่นกัน

หลังจากที่ราเชลเดินขึ้นห้องนอนพร้อมสัตว์เลี้ยงของเธอ เพื่อนร่วมชั้นทั้งหมดต่างพากันโผล่หน้าออกมาให้เห็น หลังจากกินเสร็จก็หายกันไปเลยหน้าที่ทั้งหมดจึงต้องตกเป็นของคำสิงห์
“ว่าไง อุตสาห์ให้เวลาได้อยู่ด้วยกันนะเนี่ย” เสียงของคารอสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าจงใจแกล้ง
‘พวกนายนั่นแหละที่พร้อมใจกันหายไปหมด ไม่พ้นแม้แต่เจ้าสรีปรู้เห็นเป็นใจกันดีนัก มันน่านัก!!’ ความคิดในใจของคำสิงห์ที่ดังขึ้น พร้อมกับขอตัวไปนอนก่อนทันที
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
samamto
นักเขียนฝึกหัด
นักเขียนฝึกหัด


Female
เธˆเธณเธ™เธงเธ™เธ‚เน‰เธญเธ„เธงเธฒเธก : 14
อายุ : 30
Registration date : 26/04/2007

เธ•เธฑเน‰เธ‡เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡: Re: คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร   10/5/2007, 9:35 am

comment กันด้วยน้า อยากได้คนติชม

-------------------------------------------------------------------


ความสามารถที่ซ่อนเร้น (20%) จ้า:📝:


ในตอนเช้าขณะที่เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ กำลังลงชื่อให้ราเชลในการแข่งกีฬาซึ่งราเชลได้ลงแข่งในการแข่งผจญภัยหาขุมทรัพย์ในแม่น้ำ เมื่อลงชื่อเสร็จแล้ว

“นี่เดี๋ยวพวกเราลงไปจองที่นั่งทานข้าวก่อนนะ แล้วตารางสอนคำสิงห์จะเอามาให้เอง” พูดจบก็พากันสลายตัวกันอย่างรวดเร็ว

“เอ่อ... นี่ตารางสอนนะลองดูก่อน แล้วคนอื่นไปไหนหมดน่ะ” เสียงของคำสิงห์ดังขึ้นหลังจากเห็นราเชลยืนอยู่คนเดียว

“ไปโรงอาหารกันแล้วเห็นบอกว่าจะไปจองที่ให้น่ะ”

‘เจ้าไนส์ก็ไปด้วย ทิ้งกันเฉยเลย มันน่านัก!!!’ ทันทีที่ราเชลหันมาพูดถ้อยคำทั้งหลายไม่ได้ผ่านไปสู่โสตประสาทของคำสิงห์ เพียงแค่วันนี้ราเชลรวบผมทั้งหมดไว้ลวกๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่เป็นดั่งเทพธิดา



“นี่นายเป็นอะไรไปน่ะ มองหน้าฉันแบบนี้มาจูบกันเลยดีกว่า” เสียงของราเชลดังขึ้นแบบท้าๆ พร้อมทั้งเชิดหน้าขึ้นมองใบหน้าแบบชาวเอเชียของคำสิงห์

“จริงเหรอ” น้ำเสียงของคำสิงห์ตอบกลับไปแบบกวนๆ พร้อมทั้งรอยยิ้มที่มุมปาก

“ถ้านายทำฉันตบนายแน่” เสียงของสาวน้อยสวนกลับทันควัน

“งั้นตบสิ ตบเลยเอ้า” เสียงของคำสิงห์ยังคงท้าต่อ พร้อมกับเก็กหน้าหล่อเต็มที่และยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของราเชล

‘ทำมาเป็นเก็กหล่อแบบนี้ แล้วยังยื่นหน้ามาให้ตบอีกอย่างคิดว่าฉันจะไม่กล้านะ’ คิดได้ดังนั้น ไวเท่าความคิดสาวน้อยยกมือขึ้นตบหน้าคำสิงห์ทันที

“เพี๊ยะ” เสียงตบดังสนั่นชนิดหน้าหัน

“อ่อยอานอ่ะ (ปล่อยฉ๏ธันนะ)” เสียงที่พูดออกมาไม่ได้เป็นเพราะถูกริมปีปากหนาของคำสิงห์ประกบลงบนริมฝีปากสวยได้รูปของสาวน้อยตรงหน้าทันทีท่ามกลางสายตาที่แอบมองของเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่ได้ไปไหนไกล

‘โหวย... คำสิงห์มันชอบเล่นบทตบจูบ’ ความคิดในใจของทุกคนดังขึ้นพร้อมกัน

“เฮ้ยนายอย่างบังสิ” เสียงของคารอสดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

“นายเหยียบเท้าฉันนะ” เสียงของเฮอร์เดอก้าที่กระซิบบอกยูเรียส

“เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย... จะล้มแล้ว” เสียงของกิลเดอรอนร้องขึ้น

“ตึง” ไม่ทันขาดคำทั้งหมดก็ล้มลงเผยให้เห็นหน้าเจ้าเพื่อนตัวแสบทั้งหลายที่กำลังแอบมองอยู่ ไม่รู้ว่าแอบมองมานานแค่ไหนแล้ว

“พวกนายทำให้ฉันเสียอารมณ์” คำพูดที่พูดออกมาแบบหน้าตายด้านนั้น เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราเชลนำเลือดมาหล่อเลี้ยงบนใบหน้าทันที

“ตายซะเถอะพวกนาย” คำสิงห์พูดชนิดไม่ทันขาดคำบวกกับความโกรธที่ทำให้เสียอารมณ์ อารมณ์เสียด้วยแล้ว

คำสิงห์ก็สะบัดมือหนึ่งทีมินิมิปืนกลเล็ก น้ำหนักไม่รวมกระสุน 6.80 กิโลกรัม ถ้ารวมกระสุน 9.96 ลำกล้อง 1.60 กิโลกรัม อัตราการยิงต่อเนื่อง 85 นัด/นาที ถ้ายิงรัว 200 นัด/นาที ยิงได้สูงสุด 850 นัด/นาที การเผาไหม้ 900 เมตร การเผาจากลำกล้อง 925 เมตร/วินาที ยิงไกลสุด 3600 เมตร เป้าหมายถ้ากล้องหันเป็นจุด 600 เมตร ถ้ากล้องหันเป็นพื้นที่ 800 เมตร เตรียมพร้อมที่จะยิงถล่มชนิดไม่เลี้ยงทันที

“เฮ้ย! หนี... ทำไมมันสะสมปืนเยอะแบบนี้ว่ะ” เสียงของคารอสดังขึ้นเป็นคนแรก แล้วมหกรรมการไล่ฆ่าชนิดที่อย่างหวังจะมีชีวิตรอดต่อไปก็เกิดขึ้น

‘ไปบอกไอ้เอคัสกับคารีเฟียร์ดีกว่า’ คิดได้ดังนั้นคารอสก็โกยหน้าตั้งไปที่ห้องของหัวหน้าชั้นปีทันที
เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ Go down
เธ”เธนเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเนˆเธงเธ™เธ•เธฑเธง http://my.dek-d.com/Writer/story/view.php?id=281300
 
คารีเฟียร์ กับตำราแห่งมนตรา และทายาทจอมอสูร
เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธเนˆเธญเธ™เธซเธ™เน‰เธฒ เธญเนˆเธฒเธ™เธซเธฑเธงเธ‚เน‰เธญเธ–เธฑเธ”เน„เธ› เธ‚เธถเน‰เธ™เน„เธ›เธ‚เน‰เธฒเธ‡เธšเธ™ 
เธซเธ™เน‰เธฒ 1 เธˆเธฒเธ 1

Permissions in this forum:เธ„เธธเธ“เน„เธกเนˆเธชเธฒเธกเธฒเธฃเธ–เธžเธดเธกเธžเนŒเธ•เธญเธš
Writerclub :: วรรณกรรม :: นิยายแนวแฟนตาซี-
เน„เธ›เธ—เธตเนˆ: